WorldBank2026 WorldBank2026

ซีรีสพิเศษ: ตัวตาย ตัวแทน เครือข่ายค้ายา ตอนที่ 3 (คลิป)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หลังจากเข้มข่าวค่ำ ติดตามนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดที่ผ่านมากว่า 1 ทศวรรษต่อเนื่องมา 2 วัน (12-13 ต.ค.58) และได้เห็นความล้มเหลวที่เรากำลังเผชิญกับภาวะ "ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม" จนทำให้เกิดสถานการณ์นักโทษคดียาเสพติดล้นเรือนจำ แต่ไม่สามารถลดการแพร่ระบาดของยาเสพติดได้ในภาพรวม วันนี้ (14 ต.ค.58) เราจะพาคุณผู้ชมไปที่ต้นทางของการลำเลียงยาเสพติด คือ บริเวณชายแดนรอยต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีมาตรการสร้างความร่วมมือเฝ้าระวังเข้มข้น แต่วิธีที่ผู้ผลิตเลือกใช้ชาวบ้านที่มาเป็นตัวตาย ตัวแทน ก็

ตลอดริมฝั่งลุ่มน้ำโขง บริเวณชายแดนหนองคาย คือ จุดหนึ่งที่มาตรการเฝ้าระวังยาเสพติด ไม่อาจละสายตา ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ถือเป็นกำลังหลัก

ที่นี่คือต้นทางของการลักลอบลำเลียงยาของผู้ผลิตรายสำคัญ ซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลำพังกำลังตำรวจและเจ้าหน้ารัฐที่มีจำกัด จึงไม่เพียงพอกับการปิดช่องโหว่

ใช้เรือท้องแบนเป็นพาหนะ แต่งกายกลมกลืนกับชาวบ้าน แต่ไม่คุ้มหน้า คือ เป้าหมายสำคัญ ที่ชรบ.จะไม่ปล่อยผ่าน เมื่อตรวจพบเพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีการที่กลุ่มลักลอบขนยาใช้เป็นแผนตบตาได้ในบริเวณนี้

นับจากจัดตั้ง ชรบ. เป็นกำลังเสริมเฝ้าระวังยาเสพติด ในพื้นที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย แม้จะสามารถช่วยจับกุมกลุ่มลักลอบขนยาเสพติดได้ ทั้งรายย่อยรายใหญ่ไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง ในช่วง 2 ปีมานี้ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการจับกุมได้เพียงกลุ่มผู้รับจ้าง ทำให้จำนวนยาเสพติดที่ไหลเข้ามาตามแนวชายแดน ไม่ได้ลดจำนวนลง

การป้องกันยาเสพติดด้วยยุทธวิธีลักษณะนี้ คือ แผนลุ่มน้ำโขงปลอดภัย ตามความร่วมมือของ 4 ประเทศ ที่มีพรมแดนเชื่อมโยง คือ ไทย พม่า ลาว และจีน

ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่เริ่มมีความร่วมกัน สามารถจับกุมผู้ขนถ่ายลำเลียงยาได้กว่า 2,000 คดี แม้รู้ดีว่าคนที่จุบกุมได้ไม่ใช่ตัวการใหญ่ที่จะส่งผลสะเทือนให้การแพร่ระบาดของยาเสพติดลดจำนวนลง แต่ก็ถือว่ามีความจำเป็นของการป้องกันเฉพาะหน้า ในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่กับภาวะ "ยิ่งปราบ ยิ่งเพิ่ม"

ต้นทางยาเสพติดต่างแดน ข้อจำกัดที่กฎหมายจัดการไม่ได้

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลบันทึกการจับกุมยาเสพติด ก็ไม่ใช่ว่าในช่วงกว่า 10 ของการประกาศสงครามยาเสพติด จะไม่สามารถจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ได้เลย แต่ก็คือสิ่งที่น่าสังเกต คือ จำนวนของคดีและของกลางที่ยึดได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

โครงการกำลังใจ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมรวบรวมคดีการจับกุมยาเสพติดรายใหญ่ที่มีของกลางเกินกว่าแสนเม็ดไว้ ปี 2551 มี 32 คดี รวมของกลางที่ยึดได้ทั้งปีเป็นยาบ้ากว่า 5 ล้านเม็ด น่าสนใจว่า ปี 2555 เพิ่มเป็น 89 คดี จำนวนยาบ้าของกลาง 29 ล้านเม็ด ปี 2556 จับกุมได้ 150 คดี ของกลางยาบ้ากว่า 54 ล้านเม็ด และในปี 2557 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นอีกเป็น 193 คดี ของกลางยาบ้ารวมกว่า 55 ล้านเม็ด

ในจำนวนนี้นอกจากจะเป็นคนไทย ยังพบว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในฐานะผู้ค้าและผู้ลำเลียงจำนวนมาก

ปี 2552 จับกุมได้ 2,513 คน 69 สัญชาติ ไล่เลียงมาถึงปี 2557 จับกุมชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นได้เป็น 3,218 คน แบ่งเป็น 61 สัญชาติ โดยพบว่ากลุ่มนักค้ายาชาวต่างชาติที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากที่สุด คือ ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา รวมถึงอีกกลุ่มที่มีบทบาทอย่างมากคือชาวแอฟริกัน ที่จะลักษณะในการทำธุรกิจนี้คือ เข้ามาจ้างวานให้หญิงชาวไทยและชาวเอเชียลักลอบขนย้ายยาไปยังพื้นที่เป้าหมายแทน แต่จากข้อมูลคดีทั้งหมดกลับไม่พบและไม่เคยต่อยอดไปถึงตัวผู้ผลิตหรือตัวการสำคัญที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างแดนได้ เพราะทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยที่ถูกจับก็มีสถานะไม่ต่างกัน คือ "ผู้รับจ้าง"

ชำแหละความล้มเหลว คุมนักโทษคดียาเสพติดของเรือนจำ

นอกจากข้อจำกัดที่เป็นเรื่องยากมากในการทำลายต้นตอยาเสพติด เพราะส่วนใหญ่ฐานการผลิตอยู่ในต่างแดน การนำผู้ที่มีบทบาทระดับรองไปอยู่ในเรือนจำก็ไม่ได้ความว่าจะยุติบทบาทเดิมของคนกลุ่มนี้ได้

การแถลงข่าวจับกุมผู้ลักลอบขนส่งยาเสพติดรายหนึ่งของตำรวจจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อ 4 วันก่อน นอกจากของกลางคือยาบ้า 5,000 เม็ดและยาไอซ์ 50 กรัม ผู้ต้องหายังรับสารภาพรับขนส่งยาเสพติดตามคำสั่งของนักโทษคนหนึ่งที่เวลานี้อยู่ในเรือนจำคลองเปรม โดยติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊ก และรับโอนเงินค่าจ้างผ่านเอทีเอ็ม

ปฏิรูปบทลงโทษคดียาเสพติด เดิมพันครั้งใหม่

ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนในวงการยุติธรรมไม่รับรู้หรือละเลย เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา ก็มีความพยายามตั้งรับ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนบทลงโทษในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างที่เรียกได้ว่าพลิกโฉม

ทั้งตำรวจ ป.ป.ส. อัยการ หรือ แม้กระทั่งผู้พิพากษาก็กำลังมีแนวคิดนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้ง 7 ฉบับนี้ มารวมกันเป็นประมวลกฎหมายฉบับเดียว นอกจากจะทำให้อำนาจหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเอกภาพ ยังมีความตั้งใจที่จะทำให้การกำหนดบทลงโทษมีความละเอียดขึ้น จากเดิมที่เคยลงโทษโดยให้ความสำคัญกับปริมาณยา ก็เปลี่ยนแนวการลงโทษมาให้ความสำคัญกับบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจค้า

สำหรับคนที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจค้ายา คนในวงการยุติธรรมแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้เสพ ผู้ค้ารายย่อย หรือ ผู้ขนส่ง และ ผู้ค้ารายใหญ่หรือผู้ผลิต การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายกำหนดบทบาทลงโทษที่เข้มข้นกับ ผู้ค้ารายใหญ่หรือผู้ผลิตเพียงกลุ่มเดียว แต่สำหรับ 2 กลุ่มแรก ซึ่งถือเป็นเกือบร้อยเปอร์เซนต์ของนักโทษที่อยู่ในเรือนจำนวนเกิดปัญหาล้นเรือนจำ ก็จะกำหนดให้ใช้วิธีการบำบัดมาเป็นเครื่องมือแทนการลงโทษสำหรับผู้เสพ ส่วนผู้ค้ารายยายหรือผู้ขนส่ง หากเสพด้วยก็ให้โอกาสบำบัดและกำหนดโทษในลักษณะการให้โอกาสทางสังคม คือ ไม่หนักเหมือนที่เป็นอยู่ รวมถึงสร้างกระบวนติดตามชีวิตหลังพ้นโทษให้มีอาชีพอื่นเป็นทางเลือก

นี่คือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญอีกครั้ง สำหรับการใช้แนวคิดลดโทษผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยให้เบาลง เพราะเวลานี้คงยังไม่มีใครตอบได้ว่า แนวคิดนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลวซ้ำอีก

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ