ในหลอดไฟยังมี "สารปรอท" เป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งหากแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม หรือปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำและวงจรอาหาร จะก่อให้เกิดผลกระทบยากต่อการแก้ไข และในขณะเดียวกันหากสะสมเข้าสู่ร่างกายเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ป่วยเป็นโรคพิษจากสารปรอท หรือที่เรียกว่า "โรคมินามาะ" ผู้ป่วยจะมีอาการชาตามมือเท้าแขนขาและริมฝีปาก จากนั้นจะเริ่มมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย พูดไม่ชัด ฟังไม่ได้ยิน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ และเป็นอัมพาตในที่สุดดังนั้น กรมควบคุมมลพิษ จึงจัดซากหลอดไฟที่หมดอายุ เป็นกลุ่มขยะอันตราย
ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า "สารปรอท" เป็นโลหะหนักชนิดหนึ่งที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ สามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย แขวนลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน และสามารถตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน การแตกของหลอดฟลูออเรสเซนต์ จะทำให้ไอปรอทระเหยออกสู่สิ่งแวดล้อม หากสูดดมเข้าไป จะทำให้สารปรอทเข้าไปสะสมในร่างกาย และเกิดผลกระทบต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ
นอกจากนี้ การทิ้งซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ รวมไปกับขยะ มูลฝอยทั่วไป จะทำให้สารปรอทที่ปนเปื้อนอยู่ในซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ แพร่กระจายเข้าสู่สิ่งแวดล้อม และหากปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำและเข้าสู่วงจรอาหาร จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างมาก และยากต่อการแก้ไขในภายหลัง
สำหรับการกำกัดขยะหลอดไฟที่ถูกวิธีนั้น มีขั้นตอนสำคัญดังนี้ เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของสารปรอท จึงไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่น ให้ทำความสะอาดด้วยไม้กวาดหรือแปรแทน จากนั้นนำเศษแก้วและฝุ่นผงใส่ถุงที่ปิดผนึก แล้วจึงนำไปทิ้งในถังขยะอันตราย โดยต้องแยกออกจากขยะทั่วไป เพื่อป้องกันอันตรายต่อพนักงานเก็บขยะ และการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม..