เปิด "แทนเจอรีน" คลีนิกคนข้ามเพศแห่งแรกในประเทศไทย!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สภากาชาดเปิดตัวคลีนิกแทนเจอรีน คลีนิกคนข้ามเพศแห่งแรกในประเทศไทย ให้บริการสำหรับคนข้ามเพศโดยเฉพาะ มุ่งให้บริการ 4 ด้านหลัก ฮอร์โมนบำบัด กำจัดขน ฉีดโบท็อกซ์ ตรวจคัดกรองป้องกันเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สนับสนุนสุขภาพและสิทธิของคนข้ามเพศ

 

ปัจจุบันปัจจัยทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและกฎหมาย รวมถึงนโยบายทางด้านสาธารณสุขในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องของความละเอียดอ่อนทางเพศสภาพ และการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของอัตลักษณ์ทางเพศ จึงส่งผลให้คนข้ามเพศเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพ เช่น การใช้ฮอร์โมนที่ไม่ถูกวิธี ภาวะเปราะบางต่อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงการถูกตีตราจากสังคมและการเลือกปฏิบัติ ซึ่งบางคนยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนข้ามเพศ นำไปสู่ความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของคนข้ามเพศหลายต่อหลายราย

โดยเมื่อ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ร่วมกับสถาบัน RTI International ได้เปิดตัวคลีนิกแทนเจอรีน ศูนย์สุขภาพชุมชนแห่งแรกของคนข้ามเพศในประเทศไทย โดยเปิดให้บริการเป็นวันแรก ซึ่งมีนายกลิน ทีเดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นประธานเปิดงาน

กลิน ทีเดวีส์ ย้ำว่า ศูนย์แทนเจอรีนแห่งนี้จะให้บริการที่เป็นที่ต้องการของชุมชนคนข้ามเพศอย่างเป็นมิตร ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นต้นแบบที่จะนำภูมิภาคไปสู่การพัฒนาการเข้าถึงและคุณภาพของระบบสาธารณสุขในกลุ่มประชากรคนข้ามเพศ ซึ่งความพยายามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่การยับยั้งเอชไอวี และยังมีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพและสิทธิของคนข้ามเพศ

ด้าน ณิชา รองราม ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของ Thai Transgender Alliance for Human Rights ในฐานะเครือข่ายเพื่อนกระเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า จากผลงานวิจัยของเครือข่ายเพื่อนกระเทยไทยและองค์กรคนข้ามเพศแห่งสหภาพยุโรปที่ศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านสุขภาพของคนข้ามเพศในประเทศไทยพบว่าร้อยละ 48 ของคนข้ามเพศที่ถูกสัมภาษณ์ไม่เคยได้รับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการข้ามเพศเลย และร้อยละ 47 รายงานว่ามีประสบการณ์เชิงลบกับผู้ให้บริการสุขภาพ

ณิชา กล่าวต่อว่า นับเป็นอีกก้าวที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยและภูมิภาคนี้ที่ขับเคลื่อนและสนับสนุนประเด็นสุขภาพของคนข้ามเพศ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการยอร์กยาการ์ต้าว่าด้วยเรื่องการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในประเด็นวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ ในหลักการข้อ 17 สิทธิในการจัดให้มีมาตรฐานสูงสุดด้านสุชภาพ บัญญัติว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการมีสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตามมาตรฐานสูงสุดด้านสุขภาพโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยอ้างสาเหตุวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ

"การจัดบริการสำหรับคนข้ามเพศนั้น เช่น การให้คำปรึกษา การให้ฮอร์โมน หรือแม้แต่การศัลยกรรมเพื่อการข้ามเพศนั้นไม่ใช่เป็นการบำบัดและรักษา แต่เป็นการสนับสนุนทางการแพทย์ที่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่คนข้ามเพศคนหนึ่งพึงได้รับ" ณิชา กล่าว

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งคลีนิกแทนเจอรีน ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย เปิดเผยกับ "ทีมข่าว New Media PPTVHD" ว่า การเปิดศูนย์สุขภาพชุมชนแทนเจอรีนเพื่อที่จะให้กลุ่มคนข้ามเพศสามารถที่จะเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ราคาไม่แพง และปลอดภัย โดยที่มีความสบายใจที่จะมารับบริการนั้นๆ หมายความว่าผู้ให้บริการนั้นจะต้องมีความเข้าใจในการพูดคุยกับคนข้ามเพศ ทั้งในเรื่องของการใช้สรรพนาม การถามคำถามบางอย่างที่อาจทำให้รู้สึกว่าเป็นการดูถูก หมิ่นประมาท ซึ่งอาจทำให้กลุ่มคนข้ามเพศไม่กล้าเข้ามารับบริการ

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเปิดให้คนข้ามเพศสามารถเข้ามารับบริการได้คือ

1.แนะนำการใช้ฮอร์โมนที่เหมาะสม เพราะคนข้ามเพศหลังผ่าตัดแล้ว อาจมีการกินหรือฉีดฮอร์โมนเองโดยที่ไม่ได้ไปหาแพทย์ ด้วยเหตุผลคือหาคลีนิคไม่ถูกใจหรือหาคลีนิคที่ดูแลทางด้านนี้โดยตรงยาก ดังนั้นคลีนิกจะมีการให้ฮอร์โมนในระดับที่เหมาะสมตามหลักทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งการให้ฮอร์โมนประเภทฉีด โดยทางคลีนิกจะฉีดให้ ป้องกันไม่ให้คนข้ามเพศไปฉีดกันเองในกลุ่มของเขา เป็นการลดอันตรายจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันอาจทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หรือเชื้อเอชไอวี เป็นต้น

2. การฉีดโบท็อกซ์เพื่อให้ผิวหนังเต่งตึง โดยหลายรายจะฉีดกันเอง ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อต่างๆมากขึ้น ทางคลีนิกจะให้บริการหากใครต้องการที่จะให้ฉีดโบท็อกซ์ก็สามารถมารับบริการได้

3. บริการที่จะกำจัดขน ซึ่งเป็นบริการที่จะให้ตามมาในอนาคต อาจจะ 6 เดือน หรือมากกว่า 1 ปี เพราะหลายรายไปกินยาฮอร์โมนบางอย่างที่จะทำให้ขนหายไป เพื่อที่จะได้สวย ซึ่งจริงๆแล้วหากสามารถใช้เลเซอร์ยิงไม่ให้ขนขึ้น ก็จะทำให้คนข้ามเพศไม่ต้องไปกินฮอร์โมนที่ทำให้มีผลข้างเคียง

4. การให้บริการตรวจคัดกรองและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจจะเป็นหูด ช่องคลอดอักเสบ หรือโรคอื่นๆ เพราะการมีช่องคลอดใหม่ อาจทำให้เกิดการอักเสบได้

"เมื่อมี 4 อย่างนี้แล้ว ก็หวังว่าคนที่มาใช้บริการ สุดท้ายจะตกลง ยินยอม ปลงใจ สมัครใจจะตรวจ เอชไอวี เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อออกไป เพราะว่าการติดเชื้อ เอชไอวี กลุ่มชายรักชายหรือคนข้ามเพศค่อนข้างจะสูงกว่าประชากรทั่วไป อาจจะทุก 6 เดือน ซึ่งมีการตรวจฟรีอยู่แล้วทุก 6 เดือน นี่คือเหตุผลที่ตั้งคลีนิกแทนเจอรีนขึ้นมา"

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวอีกว่า คลีนิกแทนเจอรีนเปิดให้บริการสำหรับคนข้ามเพศเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นชายข้ามเพศหรือหญิงข้ามเพศ เปิดบริการทุกวัน แต่ต้องเสียเงิน เพราะยังไม่มีบริการของบัตรทองหรือสิทธิประกันสังคม แต่คลีนิกมีนโยบายอย่างชัดเจนว่าจะคิดค่ารักษาให้ถูกที่สุด พยายามเท่ากับต้นทุน เพื่อให้คนมีการชักชวนคนข้ามเพศมารับบริการตรวจเอชไอวี เพราะถ้าตรวจเจอเร็ว แล้วรักษาเร็ว เอชไอวีก็สามารถรักษาได้

"ประเทศไทยอนุญาตให้คนไทยทั่วประเทศตรวจเอชไอวีได้ปีละ 2 ครั้ง เพราะฉะนั้นคนที่ไปทำอะไรเสี่ยงมาสามารถตรวจ เอชไอวี ได้ฟรี โดยไปได้ทุกโรงพยาบาลของรัฐและสาธารณสุขที่สามารถตรวจได้ แค่โชว์บัตรประจำตัวประชาชน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือประกันสังคม" ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ กล่าว

สำหรับสถิติผู้ติดเชื้อเอชไอวี รายใหม่ในปี 2558 ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สถิติผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี รายใหม่ในประเทศไทย จะมีปีละ 8,000-10,000 ราย ประมาณร้อยละ 50 จะเป็นกลุ่มชายรักชายกับกลุ่มคนข้ามเพศ ร้อยละ 10 คือคนที่ติดยาเสพติดโดยการฉีด ร้อยละ 10 คือคนขายบริการรวมทั้งคนซื้อบริการ และที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 30 จะเป็นสามีและภรรยา ที่ฝ่ายหนึ่งติด ซึ่งจะถ่ายทอดให้อีกฝ่ายหนึ่ง

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ยังกล่าวอีกว่า เวลานี้สิ่งที่กำลังรณรงค์คือทำให้กลุ่มที่เสี่ยงตรวจเอชไอวีบ่อยๆ โดยประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงก็ควรจะตรวจอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไทยมีนโยบายให้ข้าราชการทำเป็นตัวอย่างในการตรวจ เอชไอวี โดยการสมัครใจร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี ทั้งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมมาโดยตลอด

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าหน่วยป้องกันศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า คลีนิคแทนเจอรีนเกิดขึ้นมาจากการที่ทางสภากาชาดได้ปรึกษากับทางชุมชน ซึ่งเชิญทั้งกลุ่มที่เป็นกระเทยและกลุ่มที่เป็นทอมเข้ามาพูดคุยร่วมกัน พบว่าบริการที่เป็นที่ต้องการและยังขาดแคลนมากที่สุดสำหรับทั้งสองกลุ่มคือเรื่องของฮอร์โมนบำบัด เพราะฉะนั้นการบริการในด้านฮอร์โมนจึงเป็นบริการหลักของคลีนิก

พญ.นิตยา กล่าวต่อว่า ในเรื่องของฮอร์โมนซึ่งมีการใช้กันเอง มักจะเป็นฮอร์โมนที่ทางคลีนิกไม่รู้ว่าเป็นฮอร์โมนยี่ห้ออะไร ชนิดไหน ขนาดเป็นอย่างไร ซึ่งการใช้ฮอร์โมนที่ผิดประเภทหรือขนาดสูงเกินไปสามารถเกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เช่น เกิดไขมันในเลือดสูง เกิดเบาหวาน เกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์อัมพาต หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นต้น

"การให้ฮอร์โมนบำบัดไม่ใช่ว่าแจกฮอร์โมนหรือว่าจ่ายฮอร์โมนอย่างเดียว จะมีการวัดระดับฮอร์โมน ก่อนเข้าสู่การรับบริการ จะมีการประเมินตามมาตรฐานากนักให้คำปรึกษาที่ผ่านการอบรมมาแล้วว่าแต่ละท่านที่มารับบริการอยากข้ามเพศจริงหรือไม่ เมื่อมั่นใจว่าคือบุคคลที่เข้าเกณฑ์ว่าเป็นคนข้ามเพศจริงๆ ก็จะมีการประเมินว่าอยู่ในระดับไหน ได้รับการรักษาอะไรมา บ้าง จะมีการปรับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และก็มีการติดตามสุขภาพระยะยาว" พญ.นิตยา กล่าว

จากการพูดคุยกับบุคคลข้ามเพศหลายราย กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่บางรายในคลินิกหรือโรงพยาบาลมักพูดไม่ค่อยดีด้วย พญ.นิตยา กล่าวว่า ปัญหานี้ต้องแก้ โดยเริ่มจากการที่มีโมเดลก่อน เพราะหลายรายพูดในเรื่องนี้นานมากแล้วว่าเจ้าหน้าที่ทั่วไปต้องมีความ sensitive และมีความเฟรนด์ลี่กับทุกเพศ แต่ในความเป็นจริงหลักสูตรของการอบรมแพทย์ พยาบาล ในเรื่องของความอ่อนไหวหรือการระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องของเพศในการให้บริการทางการแพทย์แทบจะไม่มีปรากฏอยู่เลย

ดังนั้นสิ่งที่ได้เห็นจากการที่ไม่มีการอบรมมาก็คือเมื่อบุคคลากรทางการแพทย์เจอคนที่เป็นคนข้ามเพศมารับบริการ คำพูดบางอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเพราะการดูถูก แต่เกิดเพราะความไม่รู้จริงๆว่าควรใช้คำพูดอย่างไร หรือว่าเกิดเพราะความสงสัย และหาทางรักษาให้ถูกวิธี ซึ่งอาจทำให้คนข้ามเพศที่ไปรับบริการรู้สึกไม่ดี ดังนั้นหากมีโมเดลซึ่งสามารถที่จะแสดงให้เห็นได้ แล้วการที่ค่อยๆพัฒนารูปแบบและหลักสูตรในการที่ทำให้เกิดโมเดลแบบนี้ว่าเกิดได้อย่างไร ต้องผ่านการอบรมอย่างไร จัดรูปแบบบริการอย่างไรที่มีความไวต่อเรื่องของเพศ น่าจะทำให้ขยายเครือข่ายที่จะให้บริการในลักษณะเดียวกันออกไปได้" พญ.นิตยา กล่าว

ส่วนจะขยายไปที่ใดบ้างในอนาคต พญ.นิตยา กล่าวว่า ขณะนี้ทำงานกับองค์กรชุมชนค่อนข้างมาก คิดว่าหลายองค์กรชุมชนซึ่งอาจจะเป็นองค์กรชุมชนซึ่งให้บริการกับสาวประเภทสองเป็นหลักอยู่แล้ว เช่น องค์กรมูลนิธิซิสเตอร์ที่พัทยา ทางคลีนิกก็สามารถที่จะเอารูปแบบของบริการไปปรับใช้กับในเชิงของชุมชนได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันหลายหน่วยงานที่เป็นองค์กรชุมชนที่ทำงานเรื่องของชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยหลายแห่ง ร้อยละ 20-30 ของผู้เข้าไปรับบริการก็เป็นสาวประเภทสอง ตรงนี้ก็มีหน่วยบริการที่พร้อมที่จะเรียนรู้รูปแบบ

นอกจากนั้นในเชิงของโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งก็เริ่มมีคลีนิกคนข้ามเพศเกิดขึ้น ซึ่งคลีนิกก็พยายามที่จะสร้างเครือข่ายเพื่อที่จะเอาความเชี่ยวชาญของแต่ละสาขาวิชามาผสมผสานด้วยกัน เช่น หากถามว่าสามารถผ่าตัดแปลงเพศได้ไหม คือไม่ได้ ก็ต้องมีเครือข่ายตรงนี้ หรือสามารถให้บริการสำหรับคนข้ามเพศที่ยังอยู่ในวัยรุ่นได้ไหม อาจจะยังไม่ได้ ก็ต้องมีเครือข่ายกับแพทย์เด็กที่ดูแลในเรื่องของเพศ"

ส่วนในเรื่องของบุคลากรในคลีนิก พญ.นิตยา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้หวังใหญ่มาก เป้าหมายคือในปีแรกอยากจะให้บริการกับคนข้ามเพศประมาณ 400 ราย โดยอาจมีการมารับบริการซ้ำๆบ้างในบางท่าน ซึ่งเท่าที่เตรียมการไว้ จะมีแพทย์ 2 ท่าน คือ คุณหมอสูตินารีแพทย์ 1 ท่าน และคุณหมอผิวหนัง 1 ท่าน และพยาบาลที่ประจำคลีนิก 2 ท่าน นอกจากนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ลงทะเบียน เจ้าหน้าที่เป็นคนช่วยพาผู้รับบริการไปตามจุดต่างๆในคลีนิก

พญ.นิตยา กล่าวต่อว่า ในอนาคตอาจนำไปสู่หลักสูตรการอบรมเจ้าหน้าที่ ในเรื่องฮอร์โมน เพศสัมพันธ์ ความอ่อนไหวกับประเด็นทางเพศ คือถ้ามีตรงนี้ จะมีเครื่อข่ายที่สามารถขยายได้มากขึ้น ตาดว่าอาจเพิ่มบุคลากรจากที่อื่นที่สามารถให้บริการแบบนี้ได้ โดยการอบรมอาจเชิญเจ้าหน้าที่ทุกราย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนซึ่งสำคัญมาก บางที่มีการเรียกนาย ซึ่งไม่จำเป็น เรียกคุณก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียกคำนำหน้า จริงๆก็สามารถแก้ปัญหาได้ไม่ยาก คือต้องทำให้เจ้าหน้าที่ตระหนักในเรื่องนี้"

สำหรับการจัดตั้งคลีนิกแทนเจอรีน พญ.นิตยา กล่าวว่า สภากาชาดไทยเป็นต้นคิด อยากทำหลายอย่าง เวลามีทุนจากที่ไหนมาสนับสนุน ก็ถือว่าร่วมมือกัน อย่างคลีนิกแทนเจอรีน USAID องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จะเป็นผู้ให้ทุนหลักในการจัดตั้ง ส่วนหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการจัดตั้งคลีนิก เช่น ชุมชนคนข้ามเพศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายเพื่อนกระเทยไทย เครือข่ายผู้ชายข้ามเพศแห่งประเทศไทย รวมถึงมูลนิธิซิสเตอร์ มูลนิธิสวิง สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ซึ่งให้ไอเดียและช่วยพัฒนารูปแบบของบริการ จนคลีนิกมั่นใจว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่คนต้องการจริงๆ

"การเปิดคลีนิกแทนเจอรีน หลักๆคืออย่างน้อยทำให้คนข้ามเพศมีที่ที่ปลอดภัยในการจะมารับบริการฮอร์โมนบำบัด และสิ่งที่หวังซ่อนไว้ในนั้นคือคนที่มารับบริการจะสนใจตรวจเลือดเพื่อที่จะคัดกรอง เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือวัตถุประสงค์หลัก เนื่องจากเมืองไทย คนติดเชื้อเอชไอวี 500,000 กว่าราย ครึ่งหนึ่งยังไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นการจัดบริการอย่างนี้ ทำให้คนที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องเอชไอวีเลยมารับบริการก่อน แล้วจะมีการสอดแทรกเรื่องของเอชไอวี และสุขภาพทางเพศเข้าไป หวังว่าจะทำให้ทุกคนรู้สุขภาพของตัวเองว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร ซึ่งถ้าหากติดเชื้อ เอชไอวี ก็ให้รีบเข้าสู่การรักษา" พญ.นิตยา กล่าว

 

เรื่อง: ภาสินี พลับบุรี ทีมข่าว New Media PPTV

PPTV PHOTO: สมศักดิ์ เนตรทอง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ