ตัวแทนมูลนิธิบูรณะนิเวศ และเครือข่ายประชาชนศึกษาและติดตามปัญหาขยะ เข้ายื่นหน้งสือต่อศาลปกครอง ให้พิจารณาเพิกถอนประกาศฉบับดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงทุกขนาด ไม่ต้องจัดทำ อีไอเอ ทั้งที่เดิมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทุกประเภท ที่มีกำลังการผลิตเกิน 10 เมกะวัตต์ ต้องจัดทำอีไอเอ เพราะมีความเสี่ยงด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพสูง จึงยื่นเรื่องให้ศาลพิจารณาเพิกถอนประกาศดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังฟ้องร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในฐานะผู้ออกประกาศ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการยกเลิกกลไกการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน อีกทั้งยังปิดกั้นประชาชนในการร่วมแสดงความเห็น และตรวจสอบโครงการโรงไฟฟ้าขยะของรัฐและเอกชน
นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ กล่าวว่า การประกาศยกเลิกการทำอีไอเอ จะส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อาศัยโดยรอบโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะชุมชนเกษตรกรรมที่จะต้องเผชิญกับมลพิษขยะและน้ำเสีย
เช่นเดียวกับนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ที่ร่วมแสดงความเห็นในเวทีเสวนา เรื่องเตาเผาขยะผลิตกระแสไฟฟ้า ทางออกหรือทางตัน ที่สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมองว่าการกำจัดขยะโดยการเผาและผลิตเป็นพลังงาน ถือเป็นทางออกแก้ปัญหาวิกฤตปริมาณขยะ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลขาดการควบคุม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้การแก้ปัญหาไม่ประสบความสำเร็จ
โดย นายสนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการสมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลส่งเสริมการแปลงขยะมูลฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า จำนวน 56 แห่ง ดำเนินการแล้ว 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดภูเก็ต และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 4 แห่ง แต่ทั้งหมดถูกคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ เพราะไม่มั่นใจเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ