ในจำนวน 175 ประเทศทั่วโลกที่ปรากฎข้อมูล ไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับ 85 ได้ 38 คะแนนจาก 100 คะแนน แม้เปรียบเทียบกับปี 2556 จะได้เพิ่มขึ้น 3 คะแนนและขยับจากอันดับ 102 แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีดัชนีความโปร่งใสต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ประเทศที่มีคะแนนสูงสุดในกลุ่มอาเซียน คือ 84 คะแนน
สถานการณ์นี้ไม่ใช่สถานการณ์ใหม่ หากเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีการเผยแพร่กันในช่วง 10 ปีมานี้ และเป็นสิ่งที่ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง พยายามร่วมมือกันแก้ปัญหามาโดยตลอด จนเวลานี้เกิดรูปธรรมเป็นแผนชาติ คือ ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตปี 2557 – 2560
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ปัญหาคอรับปชั่นกำลังกลายเป็นความหวัง ในยุคที่ทุกคนต่างเอ่ยถึง การปฏิรูป ซึ่งนอกการรณรงค์ ปลูกจิตสำนึก ออกแบบหลักสูตรการศึกษา ให้คำปฏิญาณ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและเป็นรูปธรรม คือ ความพยายามในการออกแบบกลไกตรวจสอบให้มีความเข้มแข็ง รวมถึงการแก้ไขระเบียบกฎหมายให้เอื้อต่อการป้องกันปัญหาการทุจริต
ร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง และ การบริหารพัสดุภาครัฐ ที่กำลังจ่ออยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถือ เป็นการขยับก้าวสำคัญอีกอ้าวหนึ่ง เพราะจะหมายถึงการพลิกโฉม ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ที่ถูกเอ่ยถึงว่า เป็นขั้นตอนที่มีช่องโหว่ยากต่อการควบคุม จนเป็นสาเหตุของการทุจริตด้วยการจ่ายส่วนต่าง หรือหัวคิวในหลายโครงการ สาระสำคัญที่สุดของของร่างกฎหมายนี้ ถือเป็นการยกระดับจากระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุ 2538 และระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์2549 เป็นพระราชบัญญัติ นั่นหมายความว่าในแง่ของสถานะทางกฎหมายจะมีความเข้มข้นกว่าเดิม
มีการกำหนดบทลงโทษชัดเจน ไว้ในตัวกฎหมาย คือ จำคุก 1 ถึง 10 ปี และปรับ 4 หมื่นถึง 4 แสนบาท จากเดิมระเบียบสำนักนายกฯกำหนดเพียงโทษทางวินัย ส่วนทางอาญาและแพ่งต้องใช้กฎหมายตัวข่ายความผิดเชื่องโยงได้บังคับให้เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคากลาง ไว้ในระบบออนไลน์หรือเทคโนโนโลยีสารสนเทศของกรมบัญชีกลางมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาถึง 5 ชุด มาทำหน้าที่กำหนดนโยบาย วินิจฉัย ดูแลราคากลาง ประสานความร่วมมือป้องกันทจุริต และพิจาณาอุทธรณ์ โดยให้บทบาทควบคุมการทำงานของคณะกรรมการ 5 ชุดเป็นของรัฐมนตรีว่าการก.คลังและปลัดก.คลังและสุดท้ายคือ สร้างข้อตกลงไม่ทุจริตระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน โดยจะให้ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เข้าสังเกตุการณ์ตั้งแต่เริ่มจนจบโครงการ
แม้ข้อกำหนดเหล่านี้ เป็นเพียงแนวคิดและเนื้อเบื้องต้นที่เขียนไว้ในพระราชบัญญัติฉบับ แต่หลายฝ่ายคาดว่าจะมีการปรับแก้ให้เข้มข้นและรัดกุมมากขึ้นในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่ออุดช่องโหว่การทุจริตในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือว่าเป็นการพลิกโฉมป้องกันการทุจริตครั้งใหญ่ ที่ต้องรอดูว่า ท้ายที่สุดร่างกฎหมายฉบับจะไปถึงการผลัดดันให้มีการบังคับใช้ได้หรือไม่และด้วยเนื้อหาสุดท้ายอย่างไร
นอกจากการใช้มาตรการป้องกันทางกฎหมาย อีกเครื่องมือที่สำคัญคือกลไกตรวจสอบอย่างองค์กรอิสระทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. หรือ ป.ป.ง.ที่เวลานี้ยังคงต้องรอเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มารองรับการปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่ว่าจะมีขอบเขตอำนาจแค่ไหน หลังจากตัวแทนของแต่ละองค์กรเหล่านี้ต่างขอขยายอำนาจของตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
นอกจาก อำนาจ สิ่งที่ดูเหมือนกำลังท้าทายองค์กรเหล่านี้อยู่ คือ การรักษาหลักการสำคัญของตัวเอง คือ ความเป็นอิสระ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ที่กำลังมีกระแสข่าวว่าประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ อาจเป็นคนเดียวกับอดีตข้าราชการคนสนิทของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
นอกจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน การออกมาโพสต์เฟสบุ๊คของนายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์การต่อต้านคอรัปชั่นประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ถึงกระแสข่าวการวางตัวประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ ที่จะมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการคนสนิทของ
พล. อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นั่งในตำแหน่งนี้ ก็สะท้อนได้ดีถึงความกังวลต่อสถานะของ ป.ป.ช. ที่มาจากบุคคลที่มีภาพลักษณ์การทำงานด้านการตรวจสอบคอรัปชั่น ตามที่มีการให้ข้อเสนอแนะไว้ในโพสต์ความคิดเห็นดังกล่าวว่า "กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 ท่าน เป็นความหวังของประเทศ การเลือกประธานคนใหม่ ต้องเป็นไปอย่างสง่างาม สมศักดิ์ศรี การมีข่าวแบบนี้ออกมาจึงเป็นเรื่องอันตรายของ ป.ป.ช."
นอกจากนั้นนายมานะ ยังเคยพูดถึง ลักษณะขององค์กรอิสระตรวจสอบคอรัปชั่นที่ดีไว้ว่าจะต้องมีลักษณะที่ต้องพิจารณาตามนี้ คือ ความเป็นอิสระ, ความพร้อมของอำนาจและเครื่องมือในการตรวจสอบ , กระบวนทำงานที่เหมาะสม ,บุคลากรที่ประสิทธิภาพทั้งในแง่ความสามารถและความมุ่งมั่น และ คุณสมบัติที่จะต้องได้รับการยอมรับ
นั่นหมายความว่า บุคคลที่เลือกมาทำหน้าที่กรรมการในองค์กรอิสระตรวจสอบทุจริต ไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามนี้ ก็อาจส่งผลต่อการทำหน้าที่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของความศรัทธาและความเชื่อมั่น เพราะแม้จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมาก็ตาม แต่ผลการทำงานก็อาจจะถูกข้อครหา ไม่ยอมรับ และยากจะอธิบาย เมื่อจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบคนใกล้ชิดของตัวเอง