เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา (13 ธ.ค. 58) ตามเวลาประเทศไทย ที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ของฝรั่งเศส สามารถบรรลุข้อตกลงและประกาศใช้ "ข้อตกลงปารีส" (Paris Agreement) ได้เป็นผลสำเร็จ โดยข้อตกลงนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการผูกมัดให้ประเทศต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ทันทีที่นายโลรองต์ ฟาเบียส รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ในฐานะประธานการประชุม แถลงว่าประเทศสมาชิกได้ให้การรับรองข้อตกลงปารีสแล้ว บรรดาผู้เข้าร่วมประชุมต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนปรบมือและส่งเสียงแสดงความยินดีหลังจากเจรจากันอย่างเข้มข้นมาตลอด 2 สัปดาห์
ด้านนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวแสดงความยินดีกับข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมนี้ โดยระบุว่า ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกวันนี้เอาไว้ เพราะถือเป็นความสำเร็จของโลกนี้
ส่วนนางคริสติน่า ฟิเกอร์เรส หัวหน้าคณะทำงานของสหประชาชาติในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวชื่นชมคณะทำงานที่ร่วมกันผลักดันจนเกิดข้อตกลงนี้ โดยถือเป็นวิสัยทัศน์ระยะไกลของโลก ที่นำไปสู่การการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
ขณะที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ออกมากล่าวชื่นชมและยกย่องข้อตกลงปารีสว่าเป็นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องโลกใบนี้ไว้ได้
สำหรับสาระสำคัญของข้อตกลงฉบับนี้ คือ การควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยจะพยายามไม่ให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส สร้างสมดุลระหว่างการปล่อยและหาที่เก็บกักก๊าซเรือนกระจกให้ได้ภายในครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการทุกๆ 5 ปี จัดสรรเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้รับมือและป้องกันปัญหาสภาวะโลกร้อน จนถึงปี 2020 ทั้งนี้ข้อตกลงฉบับนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2020 และจะมีการทบทวนเป้าหมายในทุกๆ 5 ปี ต่อจากนั้น
อย่างไรก็ตาม บรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมเชื่อว่า ข้อตกลงในครั้งนี้ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากที่ประชุมยังไม่ได้ตกลงกันเรื่องการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการเงินด้วย