จนในที่สุดประเทศสมาชิกได้สรุปร่างข้อตกลงปารีส อันสร้างความฮือฮาเพราะเปรียบเสมือนเป็นความหวังใหม่ ในการรักษาความสมดุลของโลก ไม่ให้เลวร้ายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เป้าหมายสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ภายในครึ่งหลังของศตวรรษนี้ แต่กว่าจะไปถึงขั้นที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ยังคงต้องผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการลงสัตยาบันของแต่ละประเทศสมาชิก ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนเป็นอันดับแรก ไม่เพียงเท่านั้นเงื่อนไขยังขึ้นอยู่กับว่า การยอมรับข้อตกลงนี้จะต้องมีประเทศสมาชิกร่วมลงนามอย่างน้อย 55 ประเทศ ที่สำคัญคืออัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกัน ต้องสูงเกิน 55% ขึ้นไป
เงื่อนไขและความท้าทายในการผลัดดันข้อตกลงปารีส ซึ่งจะมาแทนที่พิธีสารเกียวโตที่ประกาศบังคับใช้ ตั้งแต่ปี 2548 ไม่เพียงต้องลุ้นให้สองประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันสูงสุดในโลก กว่า 40% ร่วมลงสัตยาบันเท่านั้น เพราะการดำเนินมาตรการลดภาวะโลกร้อน ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านพลังงาน คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ การจัดการของเสีย รวมไปถึงภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสุข การจัดการภัยธรรมชาติ ฯลฯ
ความพยามยามในการลดอุณหภูมิโลก ไม่ให้สูงเกินจนส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงและให้ความสำคัญ เพราะหากมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีทีผ่านมา หลังการประกาศกฎหมายพิธีสารเกียวโต ซึ่งกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน โดยบังคับประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ต้องลดการปลดปล่อยลง 5% จากระดับเปรียบเทียบในปี 2533 แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับพบว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนไม่ได้ลดน้อยลง ตรงกันข้ามกลับทำให้ทั่วโลกต้องเผชิญกับความเลวร้าย ของสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก โดยในประเทศไทยผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 และวิกฤติน้ำแล้งในปีนี้ที่รุนแรงสุดในรอบ 20 ปี
บทบาทและท่าทีของประเทศไทยในการร่วมประชุมครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงแสดงเจตนารมณ์อันแนวแน่ ในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเสนอว่าในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ละประเทศควรมีแนวทางที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งในส่วนของไทยได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% ภายในปี 2573 โดยมุ่งลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล หันมาใช้พลังงานทอดแทนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันเรื่องการลดการขนส่งทางถนน เปลี่ยนเป็นการขนส่งทางราง ผลักดันใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น รวมไปถึงขจัดการบุกรุกป่า และทำแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ซึ่งยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการดำเนินงาน
แต่เมื่อย้อนกลับมาแนวทางพัฒนาพลังงานทางเลือกในประเทศไทย จะพบว่าที่ผ่านมาทุกรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร การยืนยันว่าจะมุ่งลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และหันมาใช้พลังงานทอดแทนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่คำพูดสวยหรู เพราะในความเป็นจริงตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ชัดเจนว่ารัฐผลักดันให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อีก 4 แห่ง เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศภายในระยะเวลา 12 ปี ทั้งที่ในแต่ละปีเราผลิตไฟฟ้าล้นเกินปริมาณใช้งาน ประมาณ 1,800-15,000 เมกะวัตต์
นับจากวันนี้ยังเหลือเวลาอีก 15 ปี จนกว่าจะถึงปี 2573 ระหว่างทางเราคงได้ความชัดเจนทางการปฏิบัติ รวมไปถึงนโยบายสนับสนุนพลังงานทางเลือกต่างๆ จากรัฐบาล เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ตามถ้อยแถลงที่กล่าวในการประชุม COP 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส..
ระยะเวลาสิบกว่าปีจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ประเทศไทยจริงจังมากน้อยแค่ไหน ในการรักษาอุณหภูมิโลกให้มั่นคงสืบไป !
Content: สุริยัน ปัญญาไว