กิจกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในช่องทางหลัก ที่สร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้กับประเทศไทย โดยปี 2558 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน สร้างรายได้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับนักท่องเที่ยวชาวไทย รายได้สุทธิในปีที่ผ่านมา จึงสูงทะลุเป้า 2.2 ล้านล้านบาท
ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และสภาพอากาศ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประเทศไทย มีความสวยงามจนกลายเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมาย ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกปักธงว่าครั้งหนึ่งในชีวิต จะต้องมาเที่ยวชมความงดงามให้ได้ก่อนตาย ความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวชมความงาม ในอุทยานแห่งชาติ 147 แห่งทั่วประเทศ สูงถึง 13 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 11.9 ล้านคน ในปี 2557
จำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นส่งผลให้รายได้ จากการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยในปีที่ผ่านมา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีรายรับจากค่าธรรมเนียมเข้าชม รวมทั้งสิ้นจำนวน 896 ล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากยอดรวมในปี 2557 จำนวน 696 ล้านบาท และปี 2556 จำนวน 662 ล้านบาท
ตัวเลขข้างต้นหากมองแบบผิวเผินอาจดูปกติ แต่จากการตรวจสอบรายได้จำแนกรายเดือน กลับพบว่าในปี 2558 ตั้งแต่เดือน พ.ค. – ก.ย. รายได้ที่ถูกนำส่งเข้าส่วนกลางนั้น สูงกว่าปกติกว่าเท่าตัว เช่น ในเดือน ส.ค. ปี 2557 มีรายได้จากค่าธรรมเนียมเข้าชม 41 ล้านบาท ขณะที่ในเดือนเดียวกันปี 2558 สามารถจัดเก็บได้ถึง 73 ล้านบาท
จำนวนเม็ดเงินที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเท่าตัว นำมาซึ่งคำถามคาใจจากสาธารณะชน ถึงความไม่โปรงใสในการบริหารจัดการ ส่งผลให้ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการบริหารงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตรวจสอบสถานภาพบัญชี "เงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานฯ" ย้อนหลัง 2 ปี ให้แล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์
นอกจากนี้ ยังมอบให้คณะทำงานชุดนี้ตรวจสอบการบริหารงานอุทยานฯ โดยเน้นไปที่กระบวนการจัดเก็บรายได้ ตลอดจนเสนอแนะวิธีการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่ความโปร่งใสและการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายและรับเรื่องร้องเรียน ในกรณีที่ข้าราชการไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยให้อำนาจเรียกเจ้าหน้าสังกัดกระทรวง เข้าชี้แจงในเรื่องที่ถูกตรวจสอบ โดย พลเอกสุรศักดิ์ มอบหมายให้ นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงฯ เป็นประธานคณะทำงาน
รมว.ทส. ย้ำกับทีมนิวมีเดีย PPTV ว่าการตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าว ขึ้นมาตรวจสอบการบริหารงานของกรมอุทยานแห่งชาตินั้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าว จากสื่อมวลชนและภาคประชาชนเกิดความสงสัย เกี่ยวกับเรื่องรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ ทั่วประเทศว่าในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่มีการเรียกเก็บผลประโยชน์โดยมิชอบหรือไม่ ขณะเดียวกันคณะกรรมการชุดนี้ จะเข้ามาดูแลและพิจารณาข้อเสนอของผู้ประกอบการ ที่เรียกร้องให้ทางอุทยานฯ ปรับลดค่าธรรมเนียมเข้าชมด้วย ว่าสามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้หรือไม่
ขณะที่ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ระบุว่า หลังการเข้ามาพัฒนาระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียม การท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้ขณะนี้สามารถจัดเก็บค่าเข้าชมได้มากขึ้นหลายเท่าตัว ตัวอย่างเช่น อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี โดยตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. สามารถเก็บได้ถึงวันละ 2 ล้านบาท จากค่าเฉลี่ยในปี 2557 ที่มีการนำส่งเพียงวันละประมาณ 65,000 บาท ตรงนี้สะท้อนว่าหากมีการดำเนินการอย่างจริงจัง จะสามารถเพ่ิมเงินเข้าสู่กองทุนสวัสดิการกรมอุทยานแห่งชาติได้อย่างมหาศาล โดยจากการประมาณการณ์คาดว่าเฉพาะหมู่เกาะพีพี อาจทำรายได้สูงถึง 3 ร้อยล้านบาท
"ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเพ่ิมประสิิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อนำเงินเข้าสู่กองทุนให้มากขึ้น เพื่อที่กรมอุทยานฯ จะได้จัดสรรนำมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ และการดูแลมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ให้มีประสิทธิภาพรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น ไม่ใช่อย่างในอดีตที่ผ่านมา จนเกิดเป็นความสงสัยว่าเงินที่จ่ายไปจำนวนมาก เหตุใดถึงไม่ถูกนำพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ดีขึ้น"
ส่วนในเรื่องของค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ ซึ่งผู้ประกอบการเรียกร้องว่าสูงเกินไปนั้น ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ อธิบายว่าในความเป็นจริงการขึ้นค่าธรรมเนียมทั่วประเทศไทย มีการปรับขึ้นเป็นระยะๆ โดยในส่วนของค่าธรรมเนียมเข้าชมเกาะพีพี 400 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ได้รับการปรับขึ้นพร้อมกับอุทยานอื่นๆ ทั่วประเทศ และหากเทียบกับอุทยานทางทะเล เช่น เกาะสิมิรัน หมู่เกาะสุรินทร์ สองแห่งนี้ค่าธรรมเนียมสูงกว่า 100 บาท ด้วยซ้ำไป
ขณะที่อุทยานทางบกหลายแห่ง ปัจจุบันค่าเข้าก็อยู่ที่ประมาณ 300 บาท ส่วนตัวจึงมองว่าหากเห็นว่าการปรับราคาขึ้นไม่เหมาะสม ผู้ประกอบการก็ควรเรียกร้องตั้งแต่ตอนดำเนินการเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา เพราะในทางปฏิบัติเมื่อปรับราคาขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปรับลดค่าธรรมเนียมลงได้ โดยเฉพาะการปรับลดในบางแห่ง ถ้าจะทำต้องปรับใหม่หมดทั้งระบบ
"เหตุผลที่บอกว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจ่ายเงินค่าเข้าชมไม่ไหว ต้องบอกว่าจากประสบการณ์ท่องเที่ยวอุทยานฯ ทั่วโลก ทุกแห่งมีการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมทั้งนั้น และหากจะบอกว่าค่าธรรมเนียม 400 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักแพงเกินไป ก็ต้องบอกว่าในความเป็นจริงค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ ในประเทศจีนเอง เช่น อุทยานจิ่วไจ้โกว และอุทยานจางเจียเจี้ย สองแห่งนี้ค่าเข้าชม แพงกว่ามากตกอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท ฉะนั้นคนจีนจึงคุ้นเคยกับการจ่ายเงิน ค่าเที่ยวชมอุทยานฯ อยู่แล้ว" ดร.ธรณ์ ทิ้งท้าย
Content : สุริยัน ปัญญาไว
Producer/Editing: บุญญานันท์ คำโพธิ์ทอง
Graphic Design: พรีพิสิฐ โรจน์อติเรกปัญญา
PPTV Photo : อำพล ทองเมืองหลวง