รัฐบาลเตรียมเคาะราคารับซื้อยางพารา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สภาเกษตรกรฯ ยื่นขอเสนอแนวทางแก้ปัญหายางพารา 6 ข้อ และให้รัฐบาลเร่งสรรหาผู้ว่ากยท. ภายใน 15 วัน ส่วนข้อสรุปราคายางที่ภาครัฐจะรับซื้อจากเกษตรกรได้ข้อสรุปแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผย เพราะต้องรอการลงมติของที่ประชุมในพรุ่งนี้ ขณะที่ยังมีชาวสวนยางฯ ที่ปลูกยางพารา บนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้

สำหรับการประชุมแนวทางการช่วยเหลือเกษตรชาวสวนยาง ในวันนี้ 13 ม.ค. 59  ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง โดย พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า มีความชัดเจนตัวเลขราคาที่รัฐบาลจะรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรแล้ว ยืนยันเป็นราคาที่สูงกว่าท้องตลาดแต่ไม่เกิน60บ.ต่อกิโลกรัม และเป็นราคาที่เกษตรกรน่าจะพอใจ  โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมหารือภาคเอกชนที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องจักรผลิตถุงมือยาง หลังให้เหตุผลว่าเครื่องจักรใหม่ มีความทันสมัย จะทำให้การรับซื้อน้ำยางดิบมากขึ้น แนวโน้มที่ภาครัฐจะออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เอกชน ก็มีความเป็นไปได้




ส่วนการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ชาวเกษตรกรยางพาราจำนวน1500บาทต่อไร่ นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ได้ประชุมนำรายชื่อเกษตกรกว่า 2 แสนชื่อ หากผ่านการประชาคม ยืนยันเป็นเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราจริง จะดำเนินการจ่ายในทันที ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน มกราคมนี้  ส่วนกรณีการตั้งคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งจะต้องเอื้อประโยชน์ต่อเกษตรมากที่สุด




ขณะที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ สรุปข้อมติจากที่ประชุม ให้รัฐเร่งสรรหาผู้ว่า กยท. ภายใน 15 วัน หากไม่แล้วเสร็จจะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี โดยให้รัฐบาลเร่งผลักดันราคาอย่าง แบ่งเป็น 3 ระดับคือ ยางแผ่นดิบ ชั้น 3 กิโลกรัมละ 60 บาท  น้ำยางสด ราคากิโลกรัมละ 54-55 บาท และยางก้นถ้วย 100% ราคากิโลกรัมละ 54-56 บาท


ทั้งนี้มติคณะรัฐมนตรีที่ออกมา มีแนวทางที่ดีต่อการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สร้างความพึงพอใจในระดับหนึ่ง เช่นกรณีให้ 8 กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปรับซื้อยางพาราจากเกษตกรโดยตรง เพื่อนำมาใช้จริง โดยสังเกตุว่าหลังจากที่หลายกลุ่มลุกขึ้นมาเรียกร้อง ส่งผลให้ราคาน้ำยางสดขึ้นจาก 25 บาทมาเป็น 30 บาท และคาดหวังว่าราคายางแผ่นจะขยับไปถึง 40-50 บาท ด้วยเช่นกัน




แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการมาให้ช่วยเหลือชาวสวนยางที่เผชิญหน้ากับวิกฤติราคายางพาราตกต่ำแล้วก็ตาม แต่ยังมีชาวสวนยางอีกส่วนหนึ่ง ที่ปลูกยางพารา บนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้


"วีรัตน์ จงทอง" เป็นหนึ่งในเกษตรกรชาวสวนยางพารา จังหวัดตรัง ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ /แม้ว่ารัฐบาล จะออกมาตรการมาเยียวยาชาวสวนยาง แต่เขายังกังวลว่าอาจไม่ได้รับการช่วยเหลือเช่นเกษตรกรรายอื่น เพราะสวนยางพื้นที่เกือบ 10 ไร่ ที่ครอบครัว ทำมาหากินมาหลายสิบปีไม่มีเอกสารสิทธิ์และทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ




เกษตรกรหลายคนยืนยันว่า บุกเบิกพื้นที่ปลูกยางพารา ก่อนจะถูกประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆรับรอง นอกจากการรับรองกันเองภายในชุมชน แต่การที่เคย ได้รับทุน จากกองทุนสงเคราะห์สวนยาง เมื่อปี 2532 ก็ทำให้เข้าใจว่า พวกเขามีสิทธิอย่างถูกต้องในการทำสวนยางบนพื้นที่นี้





เฉพาะพื้นที่ ต.น้ำผุด มีสวนยางพาราที่ไม่มีเอกสารสิทธิประมาณ 50,000 ไร่ มีเกษตรกรที่อาศัยทำกิน กว่า 1 พันครัวเรือน เพราะเป็นเขตรอยต่อกับอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบรรทัด


แม้จะเข้าใจดีว่า การทำสวนยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จะส่งผลให้ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆจากรัฐ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็อาศัยพื้นที่เหล่านี้ทำกินมานานหลายปีแล้วและหวังจะได้รับการช่วยเหลือบ้าง



สำหรับมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ทั้ง เงินชดเชยไร่ละ 1,500 บาท การกู้เงินสร้างอาชีพเสริม และการรับซื้อยาง 1 แสนตัน ล้วน อยู่บนเงื่อนไขของการทำสวนยางในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิซึ่งครอบคลุมชาวสวนยาง 8แสน 5 หมื่นครัวเรือนและ คนกรีดยางอีก 4 แสนคน





ขณะที่สวนยางพาราในประเทศไทยมีมากกว่า 20 ล้านไร่  ซึ่งหมายความว่าจะมีเกษตรอีกจำนวนมากที่จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ หากยังไม่สามารถพิสูจน์สิทธิในที่ดินได้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ