วันนี้ (16 ม.ค. 59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายความมั่นคงของไทย หลายพื้นที่ปูพรมวางมาตรการเข้ม ดูแลคัดกรองบุคคลแปลกหน้า โดยเฉพาะจุดที่เคยมีประวัติการเข้าพักอาศัยของชาวต่างชาติ หลังเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย
โดยการตรวจค้นจุดแรกในกรุงเทพมหานคร กำลังตำรวจกว่า 20 คน เข้าปฏิบัติตรวจค้นห้องพักย่านมีนบุรี กลุ่มบุคคลเป้าหมาย เพื่อเฝ้าระวังกลุ่มการก่อการร้าย
พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้ด้านการข่าวจากสำนักข่าวกรองยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกองกำลังติดอาวุธในไทย หลังจากนี้จะเรียกผู้ประกอบการที่ขายสารเคมีต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นผลิตระเบิด โดยเฉพาะร้านขายปุ๋ย และเคมีภัณฑ์ ประชุมร่วมกัน เพื่อเก็บข้อมูลบุคคลที่เข้ามาซื้อสารเคมี โดยเฉพาะชาวต่างชาติ
ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 จังหวัดหนองคาย ตั้งด่านตรวจเข้มการเข้า-ออกโดยบูรณาการร่วมกัน ระหว่างตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ศุลกากรหนองคาย คัดกรองชาวต่างชาติและบุคคลเป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวัง โดยตลอดแนวริมแม่น้ำโขงทั้งจุดผ่อนปรนและจุดเข้า-ออกทางธรรมชาติ ได้มีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ในการเข้มงวด ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบกลุ่มบุคคลที่ต้องสงสัยแต่อย่างใด
ในส่วนพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำรวจท่องเที่ยวออกตรวจสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมือง โดยเฉพาะวัดสำคัญๆ หลายจุด พร้อมจัดกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติชาวยุโรป และ เอเชีย เดินทางมาเป็นจำนวนมาก และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
ทั้งนี้มาตรการเข้มงวด ตรวจตราดูแลสถานที่สำคัญ เพิ่มความเข้มป้องกันเหตุก่อการร้าย ก่อวินาศกรรมครั้งนี้ เน้นย้ำให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกด่านเข้มงวด เฝ้าระวังบุคลต้องห้ามเข้าประเทศ สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีหนังสือด่วนให้ทุกหน่วยงาน ทุกกองบัญชาการ มีการเตรียมความพร้อมและรับมือการป้องกันเหตุร้าย ที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีเหตุการณ์คนร้ายรอบวางระเบิดหลายจุด ทั้งในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส, นครอิสตัลบูล ประเทศตุรกี และล่าสุดที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจโดยรวมของโลก