ยังถกเถียงกันไม่จบ สำหรับกรณีเหตุฆ่าฝังศพ ล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาว และโยนลงเหวอำพรางคดี ที่จังหวัดพัทลุง ว่า การลงโทษผู้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ครั้งนี้ จะต้องเป็นการลงโทษแบบเยาวชน หรือแบบผู้ใหญ่ โดยนักวิชาการสายสังคมก็ยังเห็นว่ากรณีเยาวชนก่อเหตุ อย่างไรก็ต้องลงโทษแบบ เยาวชน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก
ขณะที่คนในสื่อสังคมออนไลน์ต่างเรียกร้องให้มีการนำผู้ต้องหาในคดีนี้ไปลงโทษแบบผู้ใหญ่ คือศาลปกติ และรณรงค์ให้ลงโทษด้วยการประหารชีวิต และไม่ให้มีการอภัยโทษ ผู้กระทำผิดอุกฉกรรจ์แบบนี้
นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวในรายการ “เป็นเรื่อง เป็นข่าว” 3 ก.พ.59 โดยระบุว่า การที่จะนำเยาวชนที่ก่อเหตุไปขึ้นศาล หรือกระบวนการยุติธรรมแบบผู้ใหญ่ทำได้ แต่มักจะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะโดยหลักการทางกฎหมาย เยาวชนถือเป็นผู้บอบบาง วุฒิภาวะต่ำ จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั่วโลกจึงไม่นำเข้ากระบวนการยุติธรรมแบบผู้ใหญ่
แต่กรณีนี้มีความน่าสนใจอยู่ตรงที่ เด็กมีการกระทำความผิดรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และมีผลกระทบมาก จึงทำให้สังคมออกมาเรียกร้องให้เพิ่มโทษ หรือใช้กระบวนการลงโทษแบบผู้ใหญ่
อย่างไรก็ตามในกฎหมายอาญา มาตรา 75 ระบุว่าเด็กที่กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง และในประเทศไทยไม่มีโทษประหารชีวิตเด็ก มีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต (50 ปี) เมื่อลดโทษลงกึ่งหนึ่งแล้วก็จะเหลือโทษจำคุก 25 ปี
ขณะนี้ผู้กระทำความผิดอายุ 17 ปี หากไม่ได้รับการลดโทษเลยจะออกจากเรือนจำมาประมาณ 42 ปี ผลก็คือเด็กจะขาดการพัฒนาตามวัยอย่างสิ้นเชิง เพราะอยู่แต่ในเรือนจำ โดยค่าเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 68-75 ปี เด็กก็จะออกมาอยู่ในสังคมอีกประมาณ 40 ปี ซึ่งเด็กจะกลายเป็นขยะสังคม
อย่างไรก็ตาม กรณีที่จะนำเด็กมาพิจารณาในระบบยุติธรรมผู้ใหญ่ ไม่ต้องแก้กฎหมาย เพราะมีอยู่แล้วใน พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา 97 วรรค 2 กำหนดไว้ว่า “คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัว พิจารณาโดยคำนึงถึงร่างกาย สติปัญญา สุขภาพภาวะแห่งจิตและนิสัย แล้วเห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือ ในระหว่างการพิจารณาเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาว่า กระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ก็ให้มีอำนาจสั่งให้โอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีผู้ใหญ่ได้“
ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล
ในกรณีนี้เด็ก ทั้ง 2 ที่อายุต่ำกว่า18 ควรได้รับกระบวนการของเยาวชนก่อนให้ศาลพิจารณา การจับ และพิจารณา ปล่อยตัวชั่วคราวก่อน
หากไม่ได้รับการปล่อยตัว เด็กจะถูกควบคุมตัวในบ้านเมตตาหรือสถานแรกรับ พอเสร็จแล้วสถานพินิจก็จะได้ทำการพินิจสืบเสาะหาข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเด็กแบบนี้ควรจะใช้วิธีอย่างไร แต่ทางกรมพินิจ จะสามารถพินิจได้ ว่าใคร จะสามารถใช้มาตรา 97 วรรค 2 ได้ แต่หลังจากนั้น จะดูไอคิว สภาพทางจิต หรือมีพยาธิทางสมองหรือไม่ หากไม่มีอะไรบกพร่องสามารถเข้ากระบวนการแบบผู้ใหญ่ได้ และเด็กที่ถูกขังในแรกรับ จะถูกขังในเรือนจำได้ทันที
หากเกิดเด็กมีความบกพร่องทางสติปัญญา ศาลสามารถสั่งฝึกอบรม ในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน ในกรมพินิจ ซึ่งมีเครื่องสำหรับจำแนกและศึกษาปัจจัยเสี่ยง เพื่อจะตัดสินว่าควรจะบำบัด ฟื้นฟูหรือสงเคราะห์ ถ้าปัจจัยเสี่ยงสามารถ หาวิธีบำบัดได้ และกรณีที่ได้รับโทษยาว ศาลสามารถ ให้อยู่ศูนย์ฝึกอบรมจนอายุ 24 ปี และส่งต่อเข้าเรือนจำได้ ถ้าใช้วิธีการนี้ เด็กจะไม่ถูกขัดขวางกระบวนพัฒนาตามวัย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ศาลก็ต้องพิจารณาโดยดูองค์ประกอบทั้งหมดประกอบก่อน ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีผลวิจัยรับรองว่า เด็กกระทำการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ได้ ด้วยความคิดที่ไม่กระทบต่อเนื่อง รวมทั้งสังคมในประเทศไทยนั้นอ่อนแอ แต่ถ้าเทียบเด็ก 18ปี เมื่อ ร้อยปี หรือ พันปีที่แล้วในหลักพฤติกรรมศาสตร์เท่ากัน แต่เด็กในยุคนี้รู้ข้อมูลมากกว่า การรู้ข้อมูลมากกว่า แต่ด้วยความเป็นเด็กยังแยกแยะไม่ได้ ตราบใดที่ยังสอนเรื่องการจำมากกว่าการคิดวิเคราะห์ การรักศักดิ์ศรี เด็กมีมากกว่า แค่เพื่อให้ได้รับการยอมรับ ส่วนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของเด็กนั้นยังมีไม่เพียงพอ
ส่วนกรณีร้อน ข่มขืน เท่ากับ ประหารชีวิตนั้น
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จากผลการวิจัย ต้องเข้าใจก่อนว่า โทษประหารชีวิตไม่มีนัยยะสำคัญให้คนกลัวการกระทำความผิด แต่หากมีการข่มขืนแล้วประหารชีวิต จากเดิมที่อาจไม่ถูกฆาตกรรม อาจเป็นแรงจูงใจให้เกิดการฆาตกรรมเหยื่อเพื่อปิดปากได้มากขึ้น
“ในตอนนี้เราแก้ปัญาหากันที่ปลายเหตุ พอเกิดเหตุเรามาทำที่ปลายน้ำ ในบ้านเราสังคมอ่อนแอมาก ในเรื่องของจริยธรรมคุณธรรม เรื่องของการฝึกเด็ก ปัจจุบันเด็กมีความอดทนต่ำ มีความสุขในปัจจุบัน ไม่ได้เตรียมถึงอนาคต เพราะฉะนั้นการเพิ่มโทษไม่ใช่คำตอบ” รองปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าว
สำหรับการข่มขืนห้ามอภัยโทษนั้น ปกติคนทำดีก็ย่อมได้ส่วนลด บางคน อยู่ในเรือนจำจนสามารถสอบนักธรรมเปรียญสามประโยคได้ก็มี คือสังคมกลัวการกระทำผิดซ้ำ แต่ที่ผ่านมาสัดส่วนการกระทำผิดซ้ำน้อยกว่าคนที่ไม่มีประวัติผิดซ้ำ แต่ทางที่ดีควรแก้ปัญหาเป็นมาตรการระยะยาว คือ ระบบการพัฒนาเยาวชนเพื่อสร้างชาติสอนในเรื่องของคิดวิเคราะห์เสริมทักษะเชิงบวก