นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) บอกว่า ปัจจุบันการผ่าตัดเสริมความงามได้รับความนิยมมากในสังคมไทย ในแต่ละปีธุรกิจเสริมความงามมีอัตราเติบโตประมาณ 10% โดยการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ การผ่าตัดตาสองชั้น รองลงมาคือ เสริมจมูก เสริมเต้านม ดึงหน้า และดูดไขมัน ตามลำดับ การผ่าตัดแต่ละประเภทต้องคำนึงถึงอายุที่เหมาะสม เช่น ผ่าตัดเสริมจมูกจะทำได้ในช่วงวัยที่จมูกพัฒนาเต็มที่แล้ว ผู้หญิงอายุ 13-14 ปี ผู้ชายอายุ 15-16 ปี ส่วนการเสริมเต้านมด้วยซิลิโคนควรทำเมื่อร่างกายเติบโตเต็มที่แล้ว คืออายุ 22 ปีขึ้นไป สำหรับการผ่าตัดที่ไม่เหมาะในช่วงเป็นวัยรุ่นทั้งชายและหญิง ได้แก่ การเสริมแก้ม การเสริมคาง เหลากราม ทำหน้าเรียว หรือที่เรียกว่า “วีเชฟ” เนื่องจากโครงสร้างของใบหน้ายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกมาก โดยคางของผู้หญิงจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุ 18 ปี ส่วนผู้ชายอายุ 21 ปี หากทำก่อนถึงวัยอาจทำให้ใบหน้าเบี้ยวผิดรูปได้
อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ระบุว่า การผ่าตัดเสริมความงามทั้งหมด ไม่อยู่ในสิทธิประโยชน์ของกองทุนหลักประกันสุขภาพ ทั้งโครงการ 30 บาท ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ รวมถึงหลักประกันสุขภาพของต่างด้าวด้วย หากหลังทำเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ ไม่สามารถใช้สิทธิการรักษาจากกองทุนที่กล่าวมา เนื่องจากการผ่าตัดเสริมความงามไม่ใช่การเจ็บป่วย และไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งผู้ที่ทำต้องรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาเอง 100% ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำจะต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และเลือกรับบริการจากสถานพยาบาลและคลินิกที่ถูกกฎหมาย ที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น
ทั้งนี้ สำหรับวิธีสังเกตสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ได้มาตรฐานนั้น นพ.ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล ผู้ช่วยอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บอกว่า สถานพยาบาลหรือคลินิกเสริมความงาม ต้องมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ 1.มีป้ายชื่อสถานพยาบาลและเลขที่ใบอนุญาต 13 หลักติดอยู่ที่หน้าสถานพยาบาล 2.มีใบอนุญาตประกอบกิจการ และดำเนินการสถานพยาบาลที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข 3.มีป้ายชื่อ สกุล รูปถ่ายของแพทย์ที่ตรวจรักษา พร้อมใบอนุญาตติดหน้าห้องตรวจ โดยรูปตรงกับตัวจริงที่ให้บริการขณะนั้น 4.มีหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมประจำปีนั้นๆ และ 5.ต้องแสดงอัตราค่ารักษา ประชาชนสามารถสอบถามราคาได้ หากไม่มีหลักฐานที่กล่าวมาหรือมีแต่ไม่ครบถ้วนก็ไม่ควรใช้บริการ