วันนี้ (20 ก.พ. 59) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำต้นทุน ล่าสุดประเมินสาขาที่มีความเสี่ยงสูงและสาขาที่ต้องเฝ้าระวังต่อปัญหาภัยแล้ง พร้อมรายงานต่อกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อแจ้งเตือนและประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ เรียบร้อยแล้ว
โดยกปภ.สาขาที่มีความเสี่ยงสูง 10 สาขา ได้แก่ สาขาบางคล้า ฉะเชิงเทรา และบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา, สาขาพิมาย จ.นครราชสีมา, สาขาศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี, สาขาปากท่อ จ.ราชบุรี, สาขาสายบุรี จ.ปัตตานี, สาขาหนองเรือ จ.ขอนแก่น, สาขาแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ, สาขาหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู และสาขาท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ส่วน กปภ.สาขาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดมีทั้งหมด 51 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ
ทั้งนี้ กปภ. จะดำเนินการติดตามประสานกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า
ด้านจังหวัดราชบุรี รถแบ็คโฮกำลังเร่งเปิดทางน้ำ และนำสิ่งกีดขวางทางน้ำออกจากลำน้ำภาชี จุดสูบน้ำการกระปาส่วนภูมิภาคสาขาสวนผึ้งอย่างเร่งด่วน หลังน้ำภาชีลดลงกระทันหัน จนไม่สามารถสูบน้ำดิบไปผลิตน้ำประปาได้ตั้งแต่วานนี้ (19 ก.พ. 59) กระทบกับผู้ใช้น้ำในเขตเทศบาลสวนผึ้งกว่า 1,000 ครัวเรือน
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรและผู้ประกอบการรีสอร์ทในอำเภอสวนผึ้ง ตลอด 2 ฝั่งลำน้ำภาชี ให้รื้อกระสอบทรายที่กั้นลำน้ำภาชีออกบางส่วน เพื่อให้น้ำส่งไปถึงปลายน้ำ เพื่อผลิตน้ำประปา
ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยแล้ง 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ห้วยราช และ พลับพลาชัย หลังพบแหล่งน้ำดิบผลิตประปาชุมชน มีสภาพตื้นเขิน ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1,400 ครัวเรือน โดยหลังจากนี้จะสนับสนุนรถส่งน้ำระยะไกล เพื่อนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาผลิตประปาในพื้นที่ขาดแคลนต่อไป