หลังจากที่มีข่าวออกมาว่าบริษัทผลิตแป้งแห่งหนึ่งถูกศาลตัดสินให้จ่ายค่าเสียหายให้กับครอบครัวของคุณยายท่านหนึ่งเป็นเงินกว่า 72 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากคุณยายท่านนี้เสียชีวิตจากการป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ โดยก่อนเสียชีวิตคุณยายได้บันทึกเสียงแล้วบอกไว้ว่าเธอได้ใช้แป้งเด็กของบริษัทนี้ทาตรงบริเวณพื้นที่สงวนมาตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งศาลได้ตัดสินให้บริษัทนี้ผิดที่ไม่ขึ้นคำเตือนใดๆ เกี่ยวกับความเสี่ยงจากการใช้แป้งทาตัวเลยเป็นเวลากว่า 40 ปีที่ผลิตออกมาวางขาย
เกิดเป็นคำถามที่ว่า แป้งเด็กอันตรายจริงหรือไม่ ใช้แล้วจะเป็นมะเร็งรังไข่จนทำให้เสียชีวิตได้จริงหรือ? วันนี้ทีมนิวมีเดีย PPTV จะมาไขข้อข้องใจนั้นให้กับทุกคน โดยได้สัมภาษณ์นายบำรุง คงดี ผู้อำนวยการสำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย
นายบำรุง บอกว่า แป้งโดยทั่วไปจะผลิตจากสารตัวนี้เป็นส่วนประกอบ คือ ทัลคัม (Talcum) เรียกย่อๆ ว่า ทัลค์ (Talc) เป็นแมกนีเซียม ซีลีเคท ไฮโดรไซด์ บางคนเรียกแร่หินสบู่ เพราะมีลักษณะลื่น ซึ่งมีงานวิจัยจากศูนย์วิจัยมะเร็งขององค์กรอนามัยโลก สรุปว่ามีความเสี่ยงและมีโอกาสที่จะทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งรังไข่ได้ จึงต้องระมัดระวังในการใช้
โดยความเสี่ยงจากการใช้แป้งที่มีสารทัลคัม คือ การนำไปโรยที่จุดซ่อนเร้น แล้วแป้งเข้าไปภายใน เพราะสารตัวนี้ไม่สลายตัว เป็นสารอนินทรีย์ ทำให้ก่อให้เกิดเป็นสารที่ระคายเคืองอยู่ภายใน ร่างกายก็จะสร้างสิ่งที่ไม่ต้องการมาขจัด ยิ่งถ้าหากทาบ่อยๆ ก็จะกลับกลายเป็นว่าอะไรที่รบกวนบ่อยๆ และต้องทำซ้ำๆ ร่างกายก็จะต่อต้านกลายเป็นมะเร็งได้ แต่ไม่ใช่ใช้ครั้งเดียวแล้วจะเป็น ต้องใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน 30-40 ปีได้ แต่ก็เป็นแค่ความเสี่ยง ซึ่งหากถามว่าทาได้ไหม ก็ทาได้ แต่ควรทาบ้างๆ และพยายามไม่ให้แป้งเข้าไปภายในจุดซ่อนเร้น
ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่อาจเกิดอันตราย เด็กก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน หากผู้ปกครองมีการใช้แป้งทาตัวให้กับเด็กที่ไม่ถูกวิธี
นายบำรุง บอกว่าสารทัลคัม จริงๆ ไม่ได้อันตรายมาก เพราะใช้ทำแป้งกันมานานแล้ว แต่ที่ว่าอันตราย เพราะเวลาใช้ มีการใช้กันไม่ถูกวิธี บางคนโรยทาตัวเด็ก ก็ทำให้ฟุ้งกระจายเข้าจมูกเด็ก เด็กก็ไม่สามารถที่จะขจัดออกมาได้ โดยหากเข้าปอดบ่อยๆ เนื่องจากเป็นสารอนินทรีย์ ก็จะไม่ย่อยสลาย จะฝังอยู่ในปอด ยิ่งถ้าหากทาแป้งให้เด็กในลักษณะที่ไม่ถูกวิธีแล้วถ้าเป็นระยะเวลานานหลายปี เนื้อเยื่อก็จะไปอุ้มเม็ดแป้ง เหมือนเม็ดทรายแต่จะละเอียดมาก พอหุ้มก็จะเกิดเป็นลักษณะของพังพืดขึ้นมา ปอดก็จะขยับไม่ค่อยดี อาจทำให้ป่วยได้
สำหรับวิธีทาแป้งที่ถูกต้อง นายบำรุง แนะนำว่าจะต้องโรยจากมือ และเอามือทั้งสองข้างมาถูกัน และค่อยๆ ลูบตามตัวเด็ก เด็กก็จะไม่ได้รับแป้งจากการฟุ้งกระจาย และก็จะไม่เข้าปอด ไม่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องปอด อาทิ ปอดอักเสบ ไม่สบาย ส่วนผู้ใหญ่จะไม่ค่อยเป็นอันตราย เพราะผู้ใหญ่จะมีขนจมูกไว้ป้องกันฝุ่นละอองมากกว่าเด็ก
หากไม่ใช้ส่วนผสมของสารทัลคัม จะมีส่วนประกอบอย่างอื่นที่สามารถใช้แทนได้ไหม นายบำรุง บอกว่าประเทศไทยเราก็มีบริษัทที่ผลิตแป้งโดยที่ไม่ได้ใช้สารตัวนี้ แต่จะใช้เป็นแป้งข้าวโพด หรือแป้งข้าวเจ้าแทน เพราะแป้งจำพวกนี้เป็นวัตถุทางด้านอินทรีย์ มีการย่อยสลายง่าย แบคทีเรียก็สามารถย่อยได้ จุลินทรีย์ก็สามารถย่อยได้ ร่างกายก็สามารถย่อยได้ จะไม่ฝังอยู่ในเนื้อเยื่อภายในร่างกาย แต่จะแพงกว่าถึงสามเท่า
เมื่อทราบเช่นนั้นแล้วว่าแป้งที่มีส่วนผสมของสารทัลคัมอันตราย เราจะยังสามารถใช้ได้ไหม คำตอบคือยังสามารถใช้ได้ตามปกติ แต่เพียงแค่ให้ใช้อย่างถูกวิธี อย่าให้เข้าจมูก อย่าทาบริเวณจุดซ่อนเร้น อย่าโรยให้ฟุ้ง อย่าใช้แป้งโรยตัวเวลาเล่นเกมต่างๆ เราก็จะปลอดภัยจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้แล้วจ้า