ทะลุ 5 พันชื่อ.. หยั่งเสียง 1%  ค้าน “กระเช้าภูกระดึง” !?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิด 10 เหตุผล ค้าน “กระเช้าภูกระดึง” ด้าน “สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน” ขู่ฟ้องศาลปกครอง หากรัฐเดินหน้าโดยไม่สนคำท้วงติง

 

กระแสต่อต้านโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง เกิดขึ้นทันทีภายหลัง ครม. เห็นชอบ ผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างฯ ขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ “อพท.” ซึ่งดำเนินการศึกษาตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2555

พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้เซ็นอนุมัติรายงานฉบับนี้ ระบุว่า “รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย มูลค่า 633 ล้านบาท โดยแบ่งใช้งบประมาณออกเป็น 3 ปี เนื่องจากผลการศึกษายืนยันว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และจากการหารือพบว่า 99.99% เห็นด้วย มีไม่ถึง 1% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย”

การระบุว่าโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 1% ทำให้กลุ่มผู้คัดค้านเกิดความกังขา ถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว ล่าสุดได้มีการออกแคมเปญรณรงค์ คัดค้านการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ผ่านเว็บไซต์ Change.org ซึ่งขณะนี้ยอดผู้ร่วมคัดค้าน ทะลุ 5,000 รายชื่อแล้ว ผู้ริเริ่มแคมเปญรณรงค์ ระบุว่า “ตลอดระยะเวลา 30 ปี โครงการกระเช้าลอยฟ้าแห่งนี้ถูกผลักดันมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นคำถามว่าทำไมการขับเคลื่อนทุกยุคสมัย ไม่สามารถทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริง” พร้อมกับเรียบเรียง 10 เหตุผลที่เครือข่ายคัดค้านกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง มองว่าเหตุใดโครงการนี้จึงไม่ควรเกิดขึ้น

 

เช่นเดียวกับ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ออกแถลงการณ์คัดค้านระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้รับทราบรายงานผลการศึกษาโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ซึ่งเสนอโดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แล้วมีรายงานเล็ดลอดออกมาว่ารัฐบาลมีเป้าหมายที่จะผลักดันโครงการนี้อย่างจริงจังผ่านการให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรี พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ถึงขนาดหลุดคำพูด ว่ามีผู้เห็นด้วยถึง 99.99% นั้น

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ขอคัดค้านผลการศึกษาและนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล ที่มีแต่ผลงานหรือโครงการที่เป็นเลิศในการสร้างปัญหาให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการทวงคืนผืนป่า ที่ไปเลือกตัดเฉพาะตนยางพาราของคนยากจน โครงการพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่เอาผืนป่าและที่ดินชาวบ้านไปให้นักลงทุน การยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองเพื่อเอื้ออุตสาหกรรม เป็นต้น

โครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงก็เป็นอีกโครงการ ที่นำไปสู่การทำลายพื้นที่ป่าอนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของชาติ ให้ย่อยยับไปกับโครงการที่เปรียบเสมือนบ่อนทำลายแหล่งท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีกระเช้าไฟฟ้า ทั้งนี้เพราะอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีสภาพพื้นที่ป่า ที่มีความหลากหลายในพื้นที่แห่งเดียวกันมากที่สุด ทั้งป่าสนเขา ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง มีจำนวนชนิดของสัตว์ป่าที่หลากหลายตามไปด้วย หากดำเนินโครงการเช่นนี้ ก็จะเป็นเหตุต่อเนื่องที่จะกระทบต่อธรรมชาติมากที่สุดไปด้วย ดังนั้นหน้าที่หลักของอุทยานแห่งชาติคือการอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่ในสภาพเดิม โดยการใช้ประโยชน์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั้นเป็นหน้าที่รองลงมา หาใช่จะนำพื้นที่ป่าไปแสวงหาผลประโยชน์เล็กน้อย แต่ความสูญเสียจะมหาศาลตามมาได้

ทั้งนี้ รัฐบาล หรือ อพท. ต้องตอบคำถามของประชาชนให้ได้ว่า ณ วันนี้ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของภูกระดึง (Carrying Capacity)เพียงพอแล้วหรือยังที่จะเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไปภูกระดึงประมาณปีละ กว่า 62,000 คนแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเสาร์อาทิตย์ (ประมาณ 1,000 คน) และช่วงหยุดยาว (ประมาณ 3-5,000 คน) ถ้ามีกระเช้าจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปมากถึงประมาณ 250,000-300,000 คนต่อปี ธรรมชาติบนภูกระดึงจะรองรับได้มากน้อยแค่ไหน แค่ถ้านักท่องเที่ยวจะอุจจาระ-ปัสสาวะพร้อมกัน จะมีสิ่งสาธารณูปการรองรับได้อย่างไร ถ้าไม่มีการก่อสร้างเพิ่ม

ประการที่สอง แหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกที่ใช้กระเช้าส่วนใหญ่จะให้คนขึ้นไปได้จัดให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ได้ปล่อยให้ออกไปเดินข้างนอกหรือค้างคืนเหมือนในกรณีของภูกระดึง ซึ่งมีข้อสงสัยว่าจากจุดท่องเที่ยวต่างๆ บนภูกระดึงนั้นค่อนข้างอยู่ห่างไกลกันมาก เช่น ผาหล่มสักนั้นมีระยะทาง 9 กม.จากที่ทำการฯ ผู้สูงอายุที่ขึ้นไปถึงยอดด้วยกระเช้าแล้ว ก็ไม่สามารถเดินไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆได้อยู่ดี

เป็นไปได้หรือไม่อาจจะมีการเรียกร้องให้เพิ่มโครงการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นในอนาคต และอาจเรียกร้องให้มีรถรับส่งตามจุดท่องเที่ยว มีร้านค้า ห้องน้ำ ฯลฯ เพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนยอดภูกระดึง สิ่งเหล่านี้เป็นโครงการที่มีการแอบพรางไว้ก่อน เพื่อไม่ให้สังคมได้รับรู้ ไม่ปรากฏในรายงานการศึกษาหรือแผนงาน เพื่อให้โครงการกระเช้าก่อสร้างให้เสร็จเสียก่อน แล้วโครงการที่แอบพรางไว้ค่อย ๆ โผล่มาเองโดยอ้างความจำเป็น ใช่หรือไม่

ประการสุดท้าย ประเทศไทยยากจนข้นแค้นเงินทองเสียจนต้องยอมเอาพื้นที่อนุรักษ์ที่เหลือน้อยลงทุกที ทุกพื้นที่ออกมาเปิดพื้นที่ให้เอกชนแสวงหาผลประโยชน์ โดยแสร้งว่ารัฐไม่มีเงินลงทุน แล้วเปิดโอกาสให้เอกชนหรือกลุ่มทุน มาลงทุนตักตวงผลประโยชน์แทนแล้วอย่างนั้นหรือ

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ใคร่ขอส่งคำถามเหล่านี้ไปยังรัฐบาล และ อพท. ให้ตอบคำถามให้สาธารณชนได้รับรู้ร่วมกัน หากตอบไม่ได้ได้โปรดนำโครงการฯ และรายงานผลการศึกษานี้โยนใส่ถังขยะไปเสีย แล้วหันกลับมาร่วมมือกับภาคประชาชนเก็บและเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ไว้ให้อนุชนของชาติ ได้มีพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริงต่อไป และหากรัฐบาล และ อพท. ไม่สนใจหรือทบทวนโครงการฯ ดังกล่าว สมาคมฯ ก็พร้อมที่จะร่วมมือกับชาวบ้านและนักอนุรักษ์ทั่วประเทศนำความขึ้นฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไปแน่นอน

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

 

ทั้งนี้ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ตั้งข้อสังเกตว่าตามที่ พลเอกธนะศักดิ์ ระบุว่าหลังจากนี้จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ในการพิจารณาอนุมัติอีไอเอ ซึ่งหากรายงานได้รับความเห็นชอบ ก็จะดำเนินการก่อสร้างกระเช้าได้ทันทีนั้น ในทางปฏิบัติระยะเวลาเพียงครึ่งปี ไม่สามารถศึกษาผลกระทบได้อย่างครอบคลุมในระยะเวลาที่จำกัด เพราะตามหลักการจะต้องศึกษา การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติทุกฤดูกาล จากนั้นจึงนำมาประมวลและสรุปผลเป็นรายงาน จึงเป็นไปไม่ได้ว่าการทำอีไอเอในระยะเวลาจำกัด จะศึกษาครอบคลุมในทุกประเด็น ยกเว้นมีการรวมรวบเอาผลการศึกษาเก่าๆ มาประกอบกัน แล้วส่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ พิจารณาอนุมัติ

“การออกมาให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรี ในลักษณะที่บอกว่ามีผู้คัดค้านเพียง 1% ชัดเจนว่าเป็นการออกมาให้สัญญาณกับข้าราชการ ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าสร้างกระเช้าไฟฟ้าแน่นอน ซึ่งตามหลักปฏิบัติถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่สำคัญการอ้างตัวเลขว่ามีผู้เห็นด้วย 99.99% ที่จริงแล้ว เป็นเพียงความเห็นจากตัวแทนคณะกรรมการเฉพาะกิจที่รัฐแต่งตั้งให้ศึกษาเรื่องนี้ แล้วปรากฎว่าหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างกระเช้าจึงถอนตัวออกมา ไม่ใช่การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 65 ล้านคน การเคลมว่ามีผู้เห็นด้วยในลักษณะนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้” นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ย้ำกับทีมนิวมีเดีย PPTV

 

ไม่ต่างกับ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร  ที่ออกแถลงการคัดค้านระบุว่า การให้ อพท.  ไปดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง การจัดทำอีไอเอ รายงานการศึกษาขั้นกลาง ฉบับปรับปรุงแก้ไข 20 มิ.ย. 2557 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้นำเสนอข้อคิดเห็นประกอบรายงานดังกล่าว ในเดือน มี.ค. 2558  เสนอต่อ อพท. และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีเนื้อหาสรุปได้ ดังนี้

1. บนหลังแปภูกระดึง เป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่นับสิบตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า หากขาดการควบคุมดูแลหรือขาดการจัดการนักท่องเที่ยวที่ดีพอ หรือมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปใช้พื้นที่เป็นจำนวนมากจนไม่สามารถควบคุมได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า และระบบนิเวศในพื้นที่

2. เนื่องจากพื้นที่บริการท่องเที่ยวเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า คือที่ราบหลังแป โอกาสที่นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากที่จะขึ้นไปรบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจะสูงมากขึ้น รวมถึงอันตรายจากการถูกสัตว์ป่าทำร้ายย่อมเกิดขึ้นด้วย

3. การเดินเท้าศึกษาธรรมชาติ เป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ระหว่างคนกับธรรมชาติ การสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงช่วยให้การเดินทางรวดเร็วและเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น นั่นย่อมส่งผลให้คุณค่าทางธรรมชาติถูกลดลง 

4. กระเช้าไฟฟ้าจะทำลายอาชีพของลูกหาบ และร้านค้าบริเวณจุดพักระหว่างเส้นทางขึ้นภูกระดึงจากการใช้บริการกระเช้าไฟฟ้า

5. การศึกษาความเป็นไปได้ และรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ควรจัดทำพร้อมกัน เนื่องจากเนื้อหาข้อมูลและวิธีการเก็บข้อมูลมีความแตกต่างกัน กระบวนการในการพิจารณา มีความแตกต่างกัน ข้อมูลที่ได้จะขาดความรอบคอบ และไม่เป็นธรรม

ทั้งนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอยืนยันการแสดงเจตนาที่จะคัดค้านโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ดังเหตุผลที่ได้กล่าวมา โดยหลังจากนี้จะศึกษาวิเคราะห์เอกสารรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงเพื่อเสนอความเห็นไปยัง อพท. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคุณค่าของภูกระดึง คือการได้เดินศึกษาระบบนิเวศในธรรมชาติ ระหว่างเส้นทางเดินขึ้นภูไปจนถึงเส้นทางบนหลังแป จึงต้องมีการจัดการพื้นที่ที่เหมาะสม ทั้งการอนุรักษ์ระบบนิเวศในพื้นที่และการเปิดรับนักท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่เหมาะสม รวมถึงกระบวนการศึกษาที่ต้องทำอย่างรอบคอบ และพิจารณาครอบคลุมถึงการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวบนหลังแปของภูกระดึงทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีโครงการกระเช้าไม่ใช่การศึกษาแค่พื้นที่ก่อสร้างกระเช้า จึงไม่สมควรที่จะนำเอาพื้นที่ที่มีคุณค่าทางระบบนิเวศมาทดลอง เพื่อนำร่องไปสู่การพัฒนาท่องเที่ยวในป่าอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป

 

 

PPTV Photo: อำพล ทองเมืองหลวง

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ