ผลสำรวจของสวนดุสิตโพล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างวิตกกังวล เพราะปริมาณฝนตกเฉลี่ยในแต่ละพื้นที่น้อยลง ฝนทิ้งช่วง อีกทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ลดลงค่อนข้างมาก และภาคเกษตรกรรมประสบปัญหา ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกวิตกกังวลมาก เพราะกลัวไม่มีน้ำกิน น้ำใช้ และหลายพื้นที่ต้องแย่งชิงน้ำกัน
ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งไม่ค่อยวิตก เพราะเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล มีโครงการฝนเทียมที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากนัก เชื่อว่าจะสามารถผ่านวิกฤติภัยแล้งนี้ได้ หากมีการรณรงค์และกระตุ้นให้ทุกฝ่ายช่วยกัน
โดยวิธีการรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งของประชาชนนั้น อันดับ 1 คือ ติดตามข่าวภัยแล้ง พยากรณ์อากาศ การประกาศแจ้งเตือนต่างๆของภาครัฐ อันดับ 2 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วางแผนการใช้น้ำอย่างประหยัด อันดับ 3 หาภาชนะที่มีขนาดใหญ่สำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน
ส่วนพฤติกรรมการใช้น้ำของประชาชนในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้น้ำอย่างประหยัดกว่าปกติ เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ภัยแล้งยาวนานมากขึ้น ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบ้านเมือง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังใช้น้ำเหมือนเดิมเท่าที่จำเป็น
สิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง ส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เช่น การสร้างฝาย เขื่อน ขุดลอกคูคลองต่างๆ ฟื้นฟูป่าและหาแหล่งน้ำเพิ่ม มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนจริงจัง โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งบริหารจัดการน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ