จุดใหญ่ที่เห็นได้ชัด คือ การห้ามขึ้นสะพานภูมิพล ซึ่งรถจักรยานยนต์ ต้องเปลี่ยนไปใช้บริการ เรือข้ามฟากลัดโพธ์ – พระราม 3 แทน ล่าสุดมีคำถามตามมาว่าการนำรถจักรยานยนต์ขึ้นเรือข้ามฟากเป็นทางที่ปลอดภัยหรือไม่
สภาพความแออัดของรถจักรยานยนต์บริเวณทางเข้า ท่าเรือข้ามฟาก ลัดโพธ์ – พระราม 3 มีให้เห็นทุกวันโดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นหลังมาตรการห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานและลอดอุโมงค์ทางแยก ถูกบังคับใช้มากว่าสัปดาห์ ทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่เคยใช้สะพานภูมิพล ต้องใช้เรือข้ามฟากเป็นทางเลือก ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เชื่อว่า นี่เป็นจุดที่ทำให้เสียเวลาเดินทางหลายเท่าตัว
คำถามใหญ่ที่ตามมา คือ “เรือ” ออกแบบมาเพื่อขนถ่ายรถจักรยานยนต์หรือไม่ ซึ่งชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมและกลุ่มพันธมิตร แสดงความกังวล
ประตูทางเข้า-ออก ที่มีทางเดียว จุดทางขึ้น - ลงที่ไม่มีรั้วกั้น และจุดวางเสื้อชูชีพไม่สะดวกที่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์จะหยิบใช้ เพราะต้องคอยจับรถตลอดเวลาระหว่างอยู่บนเรือ ทำให้มองได้ว่า เรือข้ามฟาก เป็นบริการที่มีไว้สำหรับการขนถ่าย “คน” ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับรถจักรยานยนต์
เรือข้ามฟากที่ออกไปแต่ละเที่ยว จำกัดจำนวนผู้โดยสารตามที่ติดป้ายประกาศไว้ ไม่เกิน 60 คน ต่อ 1 รอบ
รถจักรยานยนต์แต่ละคัน มีน้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม / เท่ากับ “คน” ตัวใหญ่ 1 คน - เมื่อรวมกับผู้ขับขี่ 1 คน ที่ลงไปด้วย หมายความว่า ถ้ามีรถจักรยานยนต์ลงไป 30 คัน จะเท่ากับ คน 60 คน แปลว่า จะไม่มีผู้โดยสารทั่วไป ลงเรือลำนี้ได้อีก เพราะเกินมาตรฐานความปลอดภัย
แต่ที่ทีมข่าวตรวจสอบพบว่าจากการลงพื้นที่ในช่วงเวลาเร่งด่วน ในเรือ 1 ลำ มีรถจักรยานยนต์ 30 คัน พร้อมคนขับ และมีผู้โดยสารทั่วไป อีกเต็มเรือ หมายความว่า “เรือเหล่านี้” กำลังบรรทุกเกินความมาตรฐาน
ผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า ได้ประสานกรมเจ้าท่าให้ตรวจสอบความปลอดภัยของท่าเรือ พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อแก้ไขปัญหานี้
เครือข่ายผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เสนอให้ตำรวจจัดพื้นที่บนสะพานภูมิพลบางส่วน เป็นช่องทางรถจักรยานยนต์ เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อน แม้มาตรการนี้จะถูกบังคับใช้มากกว่าสัปดาห์ แต่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยังคงใช้สะพานข้ามแยก เพราะบางจุดต้องอ้อมไกลกว่าหลายกิโลเมตร และไม่มีเส้นทางอื่นให้ไปแทนได้ แม้ต้องเสี่ยงโดนตำรวจจับตามกฏหมายก็ตาม
จากจุดสะพานภูมิพล คงเป็นจุดที่เห็นภาพชัดที่สุดว่า ทำไมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จึงแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อบังคับของตำรวจ ที่ห้ามขึ้นสะพานเพราะพวกเขา “ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้” นอกจากจะลงเรือเท่านั้น แต่หากจะไปทางถนน ต้องอ้อมไปอีกหลายกิโลเมตร
จุดนี้จากแผนที่แบบชัดๆ จะเห็นเหตุผลที่รถจักรยานยนต์ ต้องแห่กันไปขึ้นเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะถ้าไม่ไปเส้นทางนี้ ก็ไม่มีเส้นทางอื่น แม้ตำรวจจะบอกว่า การห้ามขึ้นสะพาน ทำเพื่อความปลอดภัยของจักรยานยนต์ เพราะสะพานนี้ สูง และลมแรง
แผนที่นี้ แสดงให้เห็นเส้นทาง “ถนน” ถ้าจักรยานยนต์ ที่ถูกห้ามขึ้นสะพานภูมิพล จะต้องใช้แทนการขึ้นสะพาน จะเห็นว่า มีถนนราษฎร์บูรณะ ที่สามารถไปได้ โดยเราลองคำนวณเส้นทางจากสะพานภูมิพล ไปสะพานกรุงเทพที่ใกล้ที่สุดในการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จะใช้ระยะทาง 10 กิโลเมตร
หากคำนวณระยะทางที่เพิ่มขึ้นง่ายๆ ตามแผนที่จะพบว่า ถ้าคนขี่รถจักรยานยนต์ไม่เลือกใช้ “เรือข้ามฟาก” แต่จะใช้สะพานกรุงเทพแทน มี 3 เส้นทางที่เลือกใช้ได้ต้องขับรถไกลไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร
- ถนนราษฎร์บูรณะ 10.2 กม.
- ถนนพระราม 16.2 กม.
- ทางเฉลิมพระเกียรติมหานคร 14.5 กม.
และยังต้องบวกเส้นทางอ้อมกลับมา อีกราว 10 กิโลเมตร รวมเป็นประมาณ 20 กิโลเมตร จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ เลือกที่จะใช้บริการเรือข้ามฟากแทน แม้จะมีความเสี่ยงไม่ปลอดภัยก็ตาม
อีกจุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก คือ สะพานข้ามแยกรัชโยธิน จุดตัดถนนรัชดาภิเษก บริเวณเมเจอร์รัชโยธิน กับ ถนนพหลโยธิน จุดนี้ห้ามขึ้นสะพาน แต่ถ้าวิ่งมาจากถนนรัชดาภิเษก หรืออีกฝั่งจากรัชโยธิน จะพบว่า มีป้าย “ห้ามตรงไป”
จากจุดสะพานข้ามแยกรัชโยธิน จุดนี้ เป็นจุดที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตั้งด่านจับรถจักรยานยนต์ที่ปลายสะพานหลายครั้ง มาดูกันว่า ถ้ารถจักรยานยนต์ ขึ้นสะพานข้ามแยกไม่ได้ พวกเขา ต้องเลี้ยวซ้ายจากทั้งสองฝั่ง ถ้ามาจากรัชดาภิเษก ต้องไปทางเซ็นทรับลาดพร้าวเพื่อกลับรถมาก่อนจะกลับมาเลี้ยวซ้าย เพื่อออกวิภาวดี-รังสิต หรือไปแยกประชานุกูล
ถ้ามาจาก รัชโยธิน ต้องเลี้ยวซ้าย ไปทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อกลับรถก่อนเช่นกัน ถนนพหลโยธิน เส้นนี้ เป็นที่รู้กันถึงปัญหาจราจรติดขัด ในชั่วโมงเร่งด่วน
มาที่บริเวณถนนที่เรียกกันว่า “เส้นก๋วยเตี๋ยว” ทางขึ้นอยู่เลยโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น เส้นนี้จะไปได้ทั้งวิภาวดีขาเข้าและขาออก และสามารถตรงไปลงถนนรัชดาภิเษก ที่บริเวณรัชโยธิน แม้จุดนี้ จะไม่ชัดเจนว่า เป็นจุดที่ห้ามหรือไม่ แต่ที่ผ่านมา มีด่านตรวจจับบ่อยครั้งเช่นกัน
เช่นเดียวกับเส้นอื่นที่เรานำมาทำให้ดู ถ้าไม่ขึ้นสะพานนี้ รถจักรยานยนต์ จะไปอย่างไร อย่างที่เห็นว่าสะพานนี้มีทางลงหลายจุดและทุกจุดไปทางตรงไม่ได้ถ้าไม่ขึ้นสะพาน ทางที่ไปได้ จึงต้องใช้ถนนประชาชื่น ไปออกทางสวนจตุจักร หรือวัดเสมียนนารี หรือถ้าจะไปวิภาวดีขาออก ก็ต้องไปออก ถนนงามวงศ์วาน
3 จุด ที่เรายกมา เป็นเพียงตัวอย่างจากอีกหลายจุด ที่แสดงให้เห็นว่า ทำไมการใช้คำสั่งของทางตำรวจคราวนี้ จึงกลายเป็นชนวน ที่เกิดแรงต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆจากผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย เพราะบางจุด “ไม่มีเส้นทางตรง” ให้พวกเขาไปได้ นั่นเอง
ในวันเดียวกันชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า มีป้ายห้ามรถจักรยานยนต์ใช้เส้นทางไปติดตั้ง ในจุดที่ไม่ได้ห้ามหลายจุด พร้อมเรียกร้องให้รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ดูแลงานจราจร พิจารณาการปฏิบัติหน้าที่
แถลงการณ์ฉบับที่ 3 ออกผ่านหน้าเฟสบุ๊คของ ของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เรียกร้องให้พลตำรวจตรีอดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะผู้รับผิดชอบงานจราจร ออกจากหน้าที่ด้านการจราจร โดยมองว่า คำสั่งห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานและลงอุโมงค์ ไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผลการรายงานจากท้องที่ และปล่อยปละละเลย ไม่ตรวจสอบ ในบางพื้นที่ ที่พวกเขาอ้างว่า มีบางสถานีตำรวจนครบาล นำป้ายห้ามรถจักรยานยนต์ลงอุโมงค์มาติดตั้งและตรวจจับ ทั้งที่ไม่มีชื่ออยู่ในคำสั่ง 39 สะพาน 6 อุโมงค์
แถลงการณ์ฉบับนี้ ยังระบุว่า การห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานภูมิพล สร้างภาระความเดือดร้อนให้ประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ทางฝั่งพระประแดง กว่า 3,000 คัน /วัน โดยไม่ศึกษาผลกระทบ
ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ขอให้ตำรวจในพื้นที่ ที่นำป้ายห้ามรถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานและลงอุโมงค์ไปติด โดยไม่มีข้อบังคับและกฎหมายรองรับ เร่งเก็บป้าย และเปิดทางให้ประชาชนใช้ทางได้ตามปกติ โดยระบุว่า หากยังพบอยู่จะนำประชาชน เข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
และมีรายงานข่าวด้วยว่า ก่อนถึงเทศกาลสงกรานต์นี้ อาจมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์อีกครั้ง ที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยเชิงสัญลักษณ์