นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า หนทางที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยในทุกพื้นที่ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูก ไปสู่ระบบเกษตรยั่งยืนได้นั้น หน่วยงานราชการจะต้องร่วมมือกับชาวบ้าน จัดทำแผนจัดการน้ำระดับตำบล ให้ทุกคนในพื้นที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย เพื่อนำไปเป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับการเพาะปลูกพืชผล สาเหตุที่ต้องการผลักดันให้ทุกพื้นที่ จัดทำแผนจัดการน้ำเป็นของตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่าภาครัฐจะมีการจัดทำฐานข้อมูลแหล่งน้ำ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นข้อมูลในภาพกว้างและเชิงเทคนิค ทำให้เกษตรกรไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง
“หากชาวบ้านและหน่วยงานรัฐ ช่วยกันจัดทำแผนจัดการน้ำตำบล ในทางปฏิบัติจะสามารถช่วยให้การเพาะปลูก มีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น อย่างน้อยทุกคนจะรู้ว่าในพื้นที่ของตนนั้น มีแหล่งน้ำและน้ำต้นทุนอยู่เท่าไหร่ ควรเพาะปลูกพืชชนิดไหน และจะบริหารจัดการน้ำอย่างไรให้เพียงพอกับความต้องการ”
ด้าน นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. ระบุว่า ผลกระทบการจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ทำให้ค่าเฉลี่ยฝนทั่วโลกลดน้อยลง แต่ประเทศไทยได้เปรียบตรงที่ค่าเฉลี่ยฝนในแต่ละปี เปลี่ยนแปลงในระดับที่ไม่เกิน 15% ดังนั้น หากเกษตรกรไทยมีการวางแผนการบริหารจัดการน้ำ สำหรับการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ จะถือเป็นโอกาสของประเทศในการผลิตพืชผลสู่ตลาดโลก เพราะขณะนี้ประชากรกำลังจะพุ่งไปแตะที่ 9 พันล้านคน ท่ามกลางผลผลิตทางการเกษตรที่น้อยลง
“ตัวอย่างความสำเร็จของเครือข่ายจัดการน้ำ 24 ชุมชน รวมกว่า 19,151 ครัวเรือน พื้นที่เกษตรเกือบ 2.5 แสนไร่ สามารถแก้ปัญหาภัยแล้ง ในช่วงเดือน ต.ค. 2557 - พ.ค. 2558 ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยแล้ง ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางการเกษตร ประมาณ 1.33 พันล้านบาท”