หวั่นรัฐสบช่องวางกลไกคุมสื่อเบ็ดเสร็จ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เตือนการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ไร้การควบคุมความเหมาะสม อาจนำมาซึ่งการกำกับเสรีภาพจากหน่วยงานรัฐ

เวทีเสวนา “สื่อในวิกฤติ...ทางออกประเทศไทย?” ซึ่งจัดขึ้นในงานประกาศรางวัลผลการตัดสิน ข่าวสารคดีวิทยุ-โทรทัศน์ รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ ประจำปี 2558 สะท้อนปัญหาการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน ที่มีการแข่งขันสูงท่ามกลางเทคโนโลยีสมัยใหม่

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนกระแสหลักในปัจจุบัน กำลังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม จากสื่อกระแสรองและประชาชนผู้รับสาร โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดกรณีการไลฟ์สด ดร.ยิงตัวตาย เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ค่อนข้างหวั่นใจและต้องกลับมานั่งทบทวน ว่าการทำงานตลอดระยะเวลา 5 ปี ซึ่งส่วนตัวยืนยันมาตลอดว่าภาครัฐไม่ควรมีกลไก หรืออำนาจพิเศษในการควบคุมการนำเสนอของสื่อมวลชน จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร เนื่องจากองค์กรสื่อเองไม่ได้ทำให้เห็นว่า สามารถควบคุมกันเองได้ตามที่ยืนยันมาตลอด

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้อึ้งไปเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาส่วนตัวยืนยันมาตลอด ว่าไม่เห็นด้วยหากจะมีกฎหมายที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐ เข้าไปแทรกแซงหรือควบคุมสื่อเพราะเท่ากับเป็นการจำกัดเสรีภาพ ในขณะที่สื่อเองก็บอกมาตลอดว่าสามารถคุมกันเองได้ แต่การนำเสนอในปัจจุบันที่ล้ำเส้นความเหมาะสม สื่อต้องหันกลับไปถามตัวเองว่าเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือ อย่างกรณีที่ กสทช. เรียก 4 องค์กรสื่อ เข้ามาชี้แจงการถ่ายทอดสดเหตุ ดร.ยิงตัวตาย ทั้งหมดยังคงยืนยันว่าไม่ได้ทำผิด เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะร่วมกันหาคำตอบให้สังคมได้อย่างไร”

นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า บทบาทสำคัญของสื่อคือการหาทางออกให้สังคม ดังนั้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และการแข่งขันเพื่อเรียกเรตติ้งจากคนดู สื่อเองต้องหันกลับมาทบทวนการทำหน้าที่ ว่าอะไรควรนำเสนอหรืออะไรไม่ควรนำเสนอ โดยนำเอาบทเรียนที่ผ่านมากำหนดเป็นกรอบแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการร่วมมือ และพูดคุยหรือหารือกันทั้งวงการเริ่มตั้งแต่ระดับผู้บริหารซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย ส่งผ่านมายังกองบรรณาธิการ โดย บก. ต้องสั่งให้ชัดเจนว่าแนวทางนำเสนอต่อเหตุการณ์ต่างๆ จะเป็นอย่างไร เรื่องราวและภาพในลักษณะไหนที่ควรหรือไม่ควรเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการถ่ายทอดสด ยิ่งต้องกำหนดแนวทางปฏิบัติและการควบคุมตรวจสอบให้ลึกลงอีก

“องค์กรสื่อต้องตระหนักถึงความเบื่อหน่ายและการไม่ยอมรับของสังคม ในกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอที่เกินขอบเขต โดยการปรับปรุงให้การทำงานไม่ให้ล้ำเส้นความเหมาะสมและกรอบจริยธรรม ไม่เช่นนั้นอาจทำให้หน่วยงานรัฐใช้โอกาสทอง ที่สื่อกำลังประสบปัญหาวิกฤติความศรัทธา ออกกฎหมายพิเศษเข้ามาแทรกแซงการทำงาน”

นายเขมทัตต์ พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ PPTV HD ช่อง 36 กล่าวว่า วิกฤติสื่อในขณะนี้เป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน ซึ่งหากย้อนศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเหมือนกับในอดีต แตกต่างกันแค่เพียงแพลตฟอร์ม ผู้เล่น และกรรมการ โดยต้นตอของปัญหาไม่เพียงเกิดจากการมองข้ามจรรยบรรณ หรือการขาดจริยธรรมของผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น ขณะเดียวกันความเข้าใจของสื่อก็ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา อย่างกรณีการถ่ายทอดสด ดร.ยิงตัวตาย ผู้ปฏิบัติงานหลายคนมองว่า เป็นการรายงานเหตุการณ์ให้คนได้รับรู้ จนลืมนึกถึงจริยธรรมและความเหมาะสม ซึ่งกรณีเช่นนี้เพิ่งเกิดขึ้นกับดาราดังที่เสียชีวิต โดยขณะนั้นสื่อเองถูกวิจารณ์ว่ารายงานข่าวละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

“การเพิ่มขึ้นของสื่อในปัจจุบันทำให้ควบคุมได้ยากขึ้น แต่จำเป็นต้องควบคุมการปฏิบัติงานให้อยู่ในกรอบจริยธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มสื่อออนไลน์ที่ตอนนี้ พฤติกรรมการเสพสื่อของผู้คนหันไปอ่าน และเชื่อถือสื่อออนไลน์ที่มักมีข้อมูลในด้านเดียว มากกว่าสื่อกระแสหลักที่มีคุณภาพมากกว่า ฉะนั้นไม่ว่าสื่อจะต้องแข่งขันหรือช่วงชิงเรตติ้งกันขนาดไหน แต่ยังไงก็ยังต้องคำนึงถึงรากของเหตุผลและผลของการกระทำ ไม่เช่นนั้นในอนาคตบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทย จะเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับการพนันและอนาจาร”

สำหรับแนวทางการแก้วิกฤติปัญหานั้น ดร.สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล นักวิชาการด้านสื่อ เสนอว่าองค์กรสื่อควรสร้างระบบตรวจสอบ พร้อมกำหนดมาตรการลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง ในกรณีที่เกิดปัญหาการนำเสนอที่ละเมิดสิทธิหรือเกินขอบเขต ก่อนส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานกับดูแลเพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ในการควบคุมหรือลดการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ ในวิกฤติปัญหาความศรัทธา มองว่าสื่อควรจะหันกลับมาย้อนดูตัวเอง ว่าจะร่วมกันวางมาตรการอย่างไร เพื่อลบภาพที่ไม่ดีในสายตาของผู้รับสาร ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ปฏิบัติอยู่หน้างานที่ต้องตระหนัก และรู้ว่าควรนำเสนอแค่ไหนให้เหมาะสม ส่วนคนสั่งงานก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ที่จะตามมาจากการสั่งงานและเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมด้วยเช่นกัน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ