เป็นเวลาเพียง 6 ปี นับจากปี 2553 ที่ในปีนี้ 2559 ท้องทะเลไทยกลับมาเจอกับภาวะวิกฤติปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรงอีกครั้ง ล่าสุดจากการสำรวจโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พบทะเลไทยทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวทั้งสิ้น 81 จุด รวม 12 จังหวัด ในจำนวนนี้อยู่ระดับวิกฤติ (สีแดง) 33 จุด และระดับรุนแรง (สีเหลือง) 48 จุด
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมนิวมีเดีย PPTV มีโอกาสได้ลงพื้นที่และดำน้ำสำรวจสถานการณ์ปะการังฟอกขาว ร่วมกับ ทช. บริเวณเกาะมันในและเกาะเสม็ด จ.ระยอง พบว่า ร้อยละ 30-40 ของแนวปะการังทั้งสองแห่ง ฟอกขาวในระดับรุนแรง (สีเหลือง) โดยชนิดของปะการังที่ฟอกขาวนั้น ได้แก่ ปะการังโขด ปะการังกาแล็กซี่ ปะการังลายดอกไม้ ปะการังรังผึ้ง ปะการังรังผึ้งเล็ก ปะการังหนามขนุน ปะการังสมองร่องยาว ปะการังสมองร่องใหญ่ ปะการังวงแหวน ปะการังผิวยู่ยี่ และปะการังเขากวาง นอกจากนี้ยังพบหอยมือเสือฟอกขาวด้วยเช่นกัน
“ลำดับการเกิดปะการังฟอกใต้ทะเลไทยในปีนี้ เกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงมากกว่าปกติ ในระยะเวลาประมาณหนึ่งถึงหนึ่งเดือนเศษ จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงที่ปะการังทนไม่ไหวและเกิดการฟอกขาว โดยจากการสำรวจล่าสุดพบว่าขณะนี้ ทั่วทะเลไทยเกิดการฟอกขาวมากกว่า 80 จุด และตอนนี้แม้ว่าจะมีมรสุมและฝนตกลงมา ช่วยทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลลดลง แต่กลุ่มปะการังที่ฟอกขาวก็จะยังฟอกต่อไป ฉะนั้น ในช่วง 1-2 เดือนหลังจากนี้ จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ในการกำหนดอนาคตของแนวปะการังในประเทศไทย ว่าจะฟื้นตัวกลับคืนมาภายใน 5 ปี หรือไม่ฟื้นอีกเลย” ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย้ำถึงสถานการณ์ความรุนแรงการฟอกขาวของปะการังไทยในรอบ 6 ปี
ดร.ธรณ์ บอกว่า หนทางที่จะช่วยให้ปะการังเหล่านี้ สามารถอยู่รอดและฟื้นตัวกลับมาได้อีกครั้ง จุดสำคัญอยู่ที่มาตรการลดการรบกวนจากมนุษย์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสริมสำคัญที่มีส่วนทำให้ปะการัง รอดหรือไม่รอดจากการฟอกขาวในครั้งนี้ เนื่องจากผลสำรวจพบว่าจุดที่ปะการังฟอกขาวในระดับวิกฤติ ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย ฉะนั้นการที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ออกกฎควบคุมแหล่งท่องเที่ยวโดยปิดจุดดำน้ำบางจุด หรือออกมาตรการลดผลกระทบ และภัยคุกคามจากมนุษย์ที่มีต่อแนวปะการัง จึงมีผลอย่างมากที่จะสามารถช่วยให้ แนวปะการังเหล่านี้ฟื้นกลับคืนมาได้อีกครั้ง
ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ในเรื่องการฟื้นตัวของปะการัง คือเมื่อปี 2553 ที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติการฟอกขาวของปะการังครั้งใหญ่ ผ่านมากว่า 6 ปี พบว่าปะการังฟอกขาวบริเวณหมู่เกาะพีพี ฟื้นตัวไม่ถึง 1% เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมความงามอยู่ตลอดเวลา ขณะที่หมู่เกาะสุรินทร์ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก ปะการังสามารถฟื้นตัวกลับคืนมาได้มากกว่า 50% จึงชัดเจนว่ากิจกรรมของมนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านปะการัง ชี้ว่าปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว เกิดขึ้นกับแนวปะการังตลอดเวลา โดยแนวปะการังในประเทศไทยนั้น มีอายุไม่ต่ำกว่า 8-9 พันปี และมีการฟอกขาวเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ในอดีตการฟอกขาวในแต่ละครั้ง จะเกิดขึ้นห่างกันในระยะ 10 หรือ 15 ปี แต่ปัจจุบันเมื่อเกิดภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เอลนีโญถี่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงคาดการณ์ว่า แนวโน้มปะการังฟอกขาวจะถี่ขึ้นตามไปด้วย โดยอาจเกิดการฟอกขาวครั้งใหญ่ในระยะเวลา 5-10 ปี ดังนั้น เราจึงต้องดูแลแนวปะการังให้แข็งแรง เพื่อให้ต้านทานต่อปรากฏการณ์เอลนีโญในอนาคต
“ปัจจุบันการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับปะการังโดยตรง มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่เกาะเต่า ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีนักดำน้ำมากที่สุดในโลก หรือการท่องเที่ยวที่เกาะพีพีซึ่งมีนักท่องเที่ยวมากกว่าปีละ 1.5 ล้านคน หากเราไม่รักษาแนวปะการังเราจะสูญเสียรายได้จำนวนมาก พร้อมกับการสูญเสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่ตอนนี้หลายฝ่ายผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับสูง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังจ่ายเข้ามาในประเทศ แต่หากท้องทะเลไทยไม่มีแนวปะการังก็ไม่มีทางที่จะไปแข่ง กับทะเลของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งพม่าได้”
ด้าน ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ทช. เสริมว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ปะการังฟอกขาวฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้นั้น ปัจจัยแรกคืออุณหภูมิน้ำซึ่งปัจจุบันจากการติดตามตรวจวัดตามสถานีอัตโนมัติต่างๆ ของ ทช. พบว่าโดยเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 30 องศาเซลเซียสทั้งในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งต่ำว่าจุดวิกฤติที่เริ่มส่งผลให้ปะการังฟอกขาว ที่อุณหภูมิ 30.5 องศาเซลเซียส ส่วนปัจจัยต่อมาคือตัวปะการังเอง ที่แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่ตายลงแต่ก็ยังคงอยู่ในภาวะป่วย ในระยะนี้จึงต้องอาศัยระยะเวลาและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการฟื้นตัว และปัจจัยสุดท้ายคือปัจจัยที่เกิดจากมนุษย์ที่เข้าไปซ้ำเติม ทั้งทางตรงจากการเข้าไปเหยียบย่ำ เตะทำให้กิ่งหักพังหรือเก็บปะการังขึ้นมาบนบก และทางอ้อมคือการไปจับสัตว์น้ำหรือให้อาหารปลา โดยเฉพาะปลานกแก้วที่จะไปกินสาหร่ายที่ปกคลุมแนวปะการัง รวมไปถึงการปล่อยน้ำเสียลงทะเลจนทำให้สิ่งแวดล้อมไม่ดี ซึ่งเหล่านี้ล่วนส่งผลต่อโอกาสการฟื้นตัวของปะการังทั้งสิ้น
“ปะการังฟอกขาวแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือก่อนฟอกขาวเป็นช่วงที่อุณหภูมิน้ำสูงเกินจุดวิกฤติยาวนานประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยหากระยะเวลายาวนานกว่านี้ปะการังจะเริ่มป่วยด้วยการฟอกขาว จากนั้นจะมีเวลาอีกประมาณ 2-4 สัปดาห์ที่ปะการังจะยังสามารถทนได้ แต่ถ้านานกว่านั้นก็จะตายลง ในระยะนี้หากปัจจัยกระตุ้นการฟอกขาวลดลงปะการังก็จะฟื้นตัวขึ้นมาได้เอง แต่หากยังคงมีปัจจัยลบที่เข้าไปเสริมให้การฟอกขาวเลวร้ายลง ปะการังเหล่านี้ก็จะไม่ฟื้นตัว”
สำหรับความกังวลต่อสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดถี่ขึ้นนั้น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลฯ ระบุว่าขณะนี้ ทช. ได้ปรับเปลี่ยนปัจจัยการสำรวจปะการัง เพื่อรับมือกับวิกฤติการฟอกขาว โดยปรับเปลี่ยนปัจจัยการสำรวจจากเดิม ที่สำรวจเฉพาะปะการังเป็น ปะการังตาย และชนิดพันธุ์ ได้เพิ่มการสำรวจภูมิต้านทานของปะการังเข้าไปด้วย ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าบริเวณไหนที่มีปะการัง ที่มีภูมิต้านทานเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่า Super Coral ก็จะเร่งดำเนินการวางมาตรอนุรักษ์อย่างเข้มงวด เพื่อเก็บไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไปในอนาคต
“ในมิติของธรรมชาติที่มหัศจรรย์คือไม่ว่า อุณหภูมิน้ำทะเลจะสูงขึ้นมากเท่าไหร่ และทำลายสถิติปีที่ผ่านมาขนาดไหน แต่ธรรมชาติมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ปัจจุบันเราจะได้ยินคำว่าปะการังสายพันธุ์อึด หรือ Super Coral ซึ่งสามารถทนอุณหภูมิจากระดับ 30.5 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นเป็น 31.5 องศาเซลเซียส ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีจากธรรมชาติ ดังนั้นมนุษย์เราก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์ และปกป้องแนวปะการังที่ยังคงสมบูรณ์ให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้”