มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดรายงานสถานการณ์ความรุนแรงทางเพศในรอบปี 2558 จากการรวบรวมสถิติจากข่าวหนังสือพิมพ์ 14 ฉบับ พบว่ามีข่าวความรุนแรงทางเพศทั้งหมด 306 ข่าว มากที่สุดคือข่าวข่มขืนรุมโทรม 224 ข่าว คิดเป็น 73% และมีผู้ที่เสียชีวิตถึง 20 ราย ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและนักศึกษา 53% สำหรับปัจจัยกระตุ้นมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 30% รองลงมามีปัญหาการยับยั้งอารมณ์ทางเพศ 23% ที่น่าห่วงคืออายุผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1-20 ปี โดยอายุน้อยที่สุดคือ 1ปี 8เดือน สูงสุดคือ 86 ปี ทั้งนี้ เกือบครึ่งของผู้ก่อเหตุจะเน้นกระทำกับคนใกล้ชิดและรู้จัก
นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า อาจกล่าวได้ว่าการกระทำความรุนแรงทางเพศ ถือเป็นปัญหาที่สะท้อนวิธีคิดจากระบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งถือเป็นรากเหตุแห่งปัญหาที่ผู้กระทำใช้อำนาจบังคับ ให้เป็นไปตามที่ตนเองต้องการ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ระหว่างหญิงชายโดยเฉพาะเรื่องเพศ ที่ผู้ชายไม่ได้ถูกปลูกฝังให้มีการควบคุมจึงใช้อำนาจกับผู้หญิง การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด โดยปลูกฝังให้มนุษย์ทุกคนเคารพเนื้อตัวและร่างกายผู้อื่น
ด้าน นางสาวอังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากข้อมูลการให้คำปรึกษาผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศของมูลนิธิฯ พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุไม่เกิน 20 ปี ถูกกระทำจากคนใกล้ตัวหรือคนในครอบครัว ที่สำคัญคือผู้ประสบปัญหาส่วนใหญ่ไม่ทราบขั้นตอนการดำเนินคดีความ จึงทำให้คดีขาดอายุความ พยานหลักฐานไม่พร้อม เกิดความท้อและอายที่ต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำหลายครั้ง ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม และกลไกการคุ้มครองของหน่วยงานรัฐ อาจไม่สามารถคุ้มครองสิทธิ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางเพศ ที่ต้องไม่บัญญัติให้มีการยอมความในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ
“จากการรวบรวมสถิติข่าวสะท้อนภาพการทำงาน ของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ไม่ได้มีกระบวนการหรือกลไกป้องกันแก้ไขปัญหา เยียวยาผู้ถูกกระทำแบบรอบด้าน ทั้งกระบวนการเสริมพลังให้กล้าออกมาขอความช่วยเหลือ รวมถึงระบบช่วยเหลือที่เป็นมิตร จึงขอเรียกร้องให้พนักงานสอบสวน รับแจ้งความดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ โดยไม่อาศัยช่องว่างกฎหมายในความผิดข่มขืน ซึ่งปัจจุบันสามารถยอมความได้ นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิ ขั้นตอน และระยะเวลาในชั้นสอบสวน ที่สำคัญต้องมีการตรวจร่างกายเพื่อบันทึกหลักฐานอย่างครบถ้วนและเป็นระบบ เคารพสิทธิ คุ้มครองสิทธิ”
ด้านนายเอ (นามสมมติ) อายุ53 ปี ผู้ปกครองที่มีลูกสาวเป็นคนพิการแล้วถูกข่มขืนกระทำชำเรา เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ลูกสาวของตนอายุ 21 ปี มีปัญหาบกพร่องทางการเรียนรู้ ถูกเพื่อนร่วมงานของตนข่มขืน หลังจากทราบเรื่องจึงพาลูกสาวไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน สน. ใกล้บ้านในวันที่เกิดเหตุทันที และให้ลูกสาวตรวจร่ายกายที่โรงพยาบาลตำรวจ และเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนได้นัดสอบปากคำ 2 ครั้ง หลังจากนั้นไม่ได้รับการติดต่อกลับจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกเลย เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน จากนั้นจึงได้เข้าไปปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเพื่อให้ช่วยติดตามคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดี ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า
“ผมไม่สบายใจและกังวลมาก เนื่องจากต้องพบหน้าผู้ที่ข่มขืนลูกสาวผมทุกวัน เพราะทำงานที่เดียวกัน สภาพจิตใจตอนนี้แย่มาก โดนขู่ในที่ทำงาน อีกทั้งคดีล่าช้าไม่มีความคืบหน้าและกลัวว่าคดีจะเงียบและหมดอายุความในอีก 6 เดือน เวลาที่โทรติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยากมากไม่อยากที่จะรับโทรศัพท์ อ้างว่าออกไปศาล ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุข้างนอก หรือติดต่อเจ้าของคดีไม่ได้ ซึ่งคดียังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน สิ่งที่ต้องการตอนนี้คือ ขอให้ตำรวจเร่งทำคดีให้เร็วขึ้น โดยออกหมายจับให้ผู้ก่อเหตุมารับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากผ่านมานาน ขอให้เอาตัวคนผิดมารับโทษ” นายเอ กล่าว
ขณะที่นางสาวบี (นามสมมติ) อายุ 42 ปี ผู้ที่ถูกอดีตสามีบังคับให้มีเพศสัมพันธ์และบังคับให้ขายบริการทางเพศ กล่าวว่า ตนแต่งงานอยู่กินกับอดีตสามีมากว่า 20 ปี มีลูกชายด้วยกัน2คน กระทั่งสามีมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เริ่มเสพสื่อลามกมากขึ้น และบังคับให้ตนมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง แม้กระทั่งบังคับข่มขู่ให้ขายบริการทางเพศกับชายแปลกหน้า หากไม่ทำก็ถูกทำร้าย ทุบตี และไม่ให้เจอหน้าลูก ตนจึงต้องจำใจทำและตลอดเวลากว่า1ปี ต้องถูกอดีตสามีบังคับให้มีเพศสัมพันธ์และบังคับให้ขายบริการทางเพศ
“ชีวิตตอนนั้นย่ำแย่ อยากฆ่าตัวตาย แม้พยายามร้องขอความเห็นใจ และเล่าเหตุการณ์ให้ญาติอดีตสามีรับรู้แต่กลับถูกต่อว่าไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นเอง จึงต้องฝืนใจอดทน เพราะนึกถึงหน้าลูกทั้ง 2 คน เมื่อสภาพร่างกายจิตใจบอบช้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายทนไม่ไหวหนีออกมาอยู่กับน้าสาว และติดต่อมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลให้เข้ามาช่วยเหลือ ร่วมกับหลายฝ่ายช่วยต่อสู้ทางคดีความ จนล่าสุดอดีตสามีถูกศาลตัดสินจำคุก 7 ปี และได้รับเงินชดเชยเยียวยา ซึ่งถือว่าเราได้หลุดพ้นทุกข์มาทั้งชีวิต เริ่มมีชีวิตใหม่ได้ แม้ตอนนี้จะไม่ได้อยู่กับลูกเพราะฝ่ายนั้นเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก หลังจากนี้จะเดินหน้าต่อเพื่อฟ้องหย่า และขอให้ผู้ที่ได้รับความรุนแรงทางเพศ หรือผู้เสียหาย อย่าอายที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่มีคำว่าสาย” นางสาวบี กล่าว