การละเมิดสิทธิผู้เสียหายด้วยการส่งต่อภาพ ทั้งในสื่อหลักอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันเป็นช่องทางที่คนไทยใช้ติดต่อและรับข่าวสารมากที่สุด กลายเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นตามหลังเหตุสลดอยู่เสมอ..
ล่าสุดคดีฆ่าข่มขืนที่ จ.สระบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ผู้เสียชีวิต และครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังถูกละเมิดสิทธิด้วยวิธีนี้ ถึงขั้นมารดาผู้เสียชีวิตออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "อยากจะขอร้องคนที่แชร์ภาพ แค่เราสูญเสียลูกเราก็เสียใจมากแล้ว อย่าซ้ำเติมเรา"
ในทางกฎหมายหลายคนอาจไม่ทราบว่า “การแชร์ภาพผู้เสียชีวิต” ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่หลังมีการส่งต่อภาพผู้เสียชีวิตคดีข้างต้นอย่างแพร่หลาย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กย้ำเตือนว่า การแชร์ภาพผู้เสียชีวิต ไม่ว่าช่องทางใดออกไปนั้น "ผิดกฎหมาย" ซึ่งปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับศพผู้เสียชีวิตเพิ่งมีการเพิ่มเติมกฎหมาย โดยกำหนดไว้ใน มาตรา 366/4 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการดูหมิ่น เหยียดหยามศพผู้เสียชีวิต ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พร้อมย้ำว่า “นอกจากต้องเห็นใจศพผู้เสียชีวิตและญาติแล้ว ผู้แชร์ภาพศพอาจกลายเป็นการดูหมิ่นหรือเหยียดหยามศพผู้เสียชีวิตโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สุดท้ายก็คงต้องบอกว่า จะแชร์ภาพศพนึกถึง "ใจเขาใจเรา" นอกจากไม่ให้เกียรติแล้วยังผิดกฎหมายเกี่ยวกับศพผู้เสียชีวิตได้ด้วย”
ขณะเดียวกัน ได้มีการณรงค์ผ่านเว็บไซต์ www.change.org ในแคมเปญ “หยุดเผยแพร่ภาพและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เคราะห์ร้ายในคดีอาชญากรรม” ผู้ริเริ่มการรณรงค์ระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะใบหน้าหรือรูปพรรณสันฐาน ของผู้เคราะห์ร้ายในคดีอาชญากรรมต่อสาธารณะโดยสื่อมวลชน หรือสื่อสังคมออนไลน์ไม่เคยก่อให้เกิดผลประโยชน์ใด ซ้ำร้ายยังก่อให้เกิดความสะเทือนขวัญและหดหู่ต่อผู้ได้รับข้อมูล อีกทั้งยังส่งผลกระทบเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อคนใกล้ชิดของผู้เคราะห์ร้าย ทั้งในเรื่องชื่อเสียงและสภาพจิตใจ
พวกเราขอรณรงค์ให้มีการออกกฏหมายและมาตรการลงโทษอย่างรุนแรง ต่อผู้เผยแพร่ภาพและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เคราะห์ร้ายต่อที่สาธารณะ เนื่องจากเป็นสาเหตุทำให้ผู้เคราะห์ร้ายและผู้เกี่ยวข้องกับผู้เคราะห์ร้ายเสียหาย โดยล่าสุดขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้วมากกว่า 11,000 ราย