สงครามอิรักเดือนมีนาคม 2003 ไม่ควรจะเกิด ยังมีวิธีการทูตอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อหาข้อยุติขัดแย้งในตอนนั้น แต่รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบร์ไม่ได้ใส่ใจสถานการณ์ในพื้นที่ มุ่งมั่นจะขจัดผู้นำประธานาธิบดีอิรักซัดดัม ฮุสเซ็นอย่างเดียว จึงได้ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ใช้ข่าวกรองที่มีข้อมูลผิดพลาด ยุทธศาสต์ทหารที่ผิดพลาด เพื่อนำมาสนับสนุนการทำสงครามในอิรัก
นี่คือบทสรุปตรงไปตรงมาของคณะกรรมการสอบสวนความเป็นมาของสงครามอิรักและบทบาทอังกฤษของการทำสงครามครั้งนั้นของท่านเซอร์ จอหน์ ชิลคอต (Sir John Chilcot)ที่เพิ่งถูกเปิดเผยในอาทิตย์นี้ คณะกรรมการชุดนี้ใช้เวลาทั้งหมด 7 ปีในการทำรายงานที่ละเอียดมากๆ ทุกแง่ทุกมุม มากกว่า 2 ล้านคำ เสียเงินไปหลายร้อยล้านบาท
แน่นอนที่สุด รายงานของชิลคอตจะส่งผลต่อเนื่องในอนาคต ทั้งในมิติการเมืองภายในอังกฤษและมิติการเมืองระหว่างประเทศ ผลสรุปในอังกฤษตรงกับของสหรัฐอเมริกา ตรงประเด็นที่ว่า ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นหัวโจกในการทำสงครามอิรักได้ใช้หลักฐานบิดเบียนที่กล่าวหาว่าอิรักมีอาวุธผลาญโลก (weapons of mass destruction) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประกาศทำสงครามในอิรัก
ข้อสรุปที่เสียหายคือ ความไม่พร้อมของอังกฤษและฝ่ายพันธมิตรในการรับมือสถานการณ์ในอิรักหลังจากซัดดัมถูกโค่นลงจากอำนาจ ทำให้เกิดช่องว่าง ความไร้เสถียรภาพทั้งทางการเมืองในประเทศและภูมิภาคตะวันออกกลาง ก่อให้เกิดวิกฤตการเมืองใหม่นำไปสู่ความสุดโต้งของขบวนการก่อการร้ายต่างๆ ที่ได้ผุดขึ้นมาหลังสงครามอิรัก เช่น กลุ่มไอเอส เป็นต้น
รายงานนี้ชี้ชัดว่าการตัดสินใจเข้าสู่สงครามอิรักเป็นของนายรัฐมนตรีแบร์คนเดียวไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐที่ได้เสนอแนวทางออกและการพัวพันกับความขัดแย้งในตอนนั้นเท่ากับว่าแบร์ต้องรับผิดชอบคนเดียว
ตอนนี้เริ่มมีเสียงออกมากว่าอาจจะมีประเด็นขึ้นโรงขึ้นศาล ฟ้องร้องแบร์เรียกร้องค่าเสียหายจากครอบครัวญาติโยมของผู้ที่เสียชีวิตในสงคราม ทหารอังกฤษเสียชีวิตไป 200 คนในขณะที่คนอิรักถูกฆ่าตายไปกว่า 150,000 คน
ช่วงนี้มู้ดในอังกฤษตกต่ำมาก หลังจากอังกฤษได้ลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ บรรยากาศการค้า การลงทุน ความเชื่อมั่นต่างๆ ทั้งในแง่ธุรกิจ การเมือง ความมั่นคง พลอยลดฮวบไปด้วย ขนาดการแข่งขันฟุตบอลยุโรปยังถูกทีมชาติไอส์แลนด์เขี่ยตกรอบ อับอายขายหน้าจริงๆ
ที่น่าสนใจคือ สงครามอิรักได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวางในองค์การสหประชาชาติโดยเฉพาะในคณะมนตรีความมั่นคง เนื่องจากถือว่าเป็นสถานการณ์ส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของตะวันออกกลางและประชาคมโลก
บทเรียนสำคัญที่สุดในรายงานชิลคอตคือ อังกฤษให้ความสำคัญตัวเองต่อสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกามากเกินไป คิดไปเองว่าอังกฤษมีอำนาจโน้มน้าวนโยบายของประธานาธิบดี จอรจ์ บุชได้ ซึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น
AFP Photo / AHMAD AL-RUBAYE