นางเจนนี ไวท์ อาจารย์ประจำสถาบันตุรกีศึกษา มหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์ม ระบุว่า ตลอดช่วงกว่า 60 ปี ที่ผ่านมา ตุรกีมีประวัติการก่อรัฐประหารโดยทหารมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะนับตั้งแต่ที่มีการเลือกตั้งระบบหลายพรรคครั้งแรกเมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่างๆ ได้พยายามเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมด้วยการสนับสนุนศาสนา ขณะที่ฝ่ายกองทัพซึ่งมีอำนาจเป็นเอกเทศ ไม่ชอบให้รัฐบาลใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ เนื่องจากต้องการให้การเมืองและศาสนาแยกจากกัน และเมื่อเห็นว่ารัฐบาลพลเรือนมีอำนาจมากเกินไป ก็จะเข้าแทรกแซง เช่น ในปี 1960 และปี 1980
ในยุคที่ นายเรย์เซป ทายยิป แอร์โดกัน เข้ามามีอำนาจตั้งแต่ปี 2003 ในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐบาลตุรกีมีความต้องการที่เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขนั้นคือ ทหารต้องอยู่ในการควบคุมของรัฐบาล รัฐบาลนายแอร์โดกันจึงพยายามเปลี่ยนแปลงระบบ จากที่เคยได้รับงบประมาณไม่อั้น และไม่เคยถูกตรวจสอบ โดยได้ร่วมมือกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาของ นายเฟตฮุลเลาะห์ กุเลน ซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลในสังคมตุรกี โดยเฉพาะวงการตำรวจและศาล ฟ้องร้องบรรดานายพลในคดีต่างๆ มากมาย และแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปแทน จนทำให้กองทัพมีอิทธิพลลดลง
อย่างไรก็ตาม นายแอร์โดกัน กับกลุ่มของ นายกุเลน ก็ไม่ลงรอยกันถึงขั้นแตกหัก และได้ตราหน้ากลุ่มของนายกุเลนว่าเป็นองค์การก่อการร้าย จนทำให้นายกุเลนต้องลี้ภัยไปปักหลักอยู่ในสหรัฐฯ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม นายแอร์โดกัน จึงกล่าวหาว่านายกุเลนอยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อคืนนี้ แต่นายกุเลนก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว