เบื้องหลัง “ล้มแอดมิชชั่น” แก้ปัญหาเด็กไหลสู่ระบบสอบตรง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ถ้ายกเลิกระบบแอดมิชชั่นและกลับมาใช้ระบบเอ็นทรานซ์ในปี 2561 เท่ากับว่า ในรอบกว่า 50 ปีที่ผ่านมา จะเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระบบคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยอย่างน้อยเป็นครั้งที่ 4

พัฒนาการของระบบคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยโดยสรุปที่ทีมข่าว PPTV รวบรวมมา การปรับปรุงใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2504 ก่อนหน้านั้นระบบให้สิทธิ์มหาวิทยาลัยเปิดสอบคัดเลือกกันเอง จนเกิดปัญหาเด็กเก่งตระเวนสอบและสละสิทธิ์ตัดโอกาสเด็กที่ความสามารถทางวิชาการสู้ไม่ได้ เป็นที่มาของการเริ่มต้นระบบเอ็นทรานซ์ หรือ การสอบเข้าด้วยระบบกลาง

เอ็นทรานซ์ถูกใช้มากว่า 40 ปี มีการปรับปรุงระบบเป็นระยะ แต่โดยสรุปยังเกิดปัญหาที่ระดับนโยบายด้านการศึกษามองว่า เอ็นทรานซ์เป็นระบบที่เกินขีดความสามารถของห้องเรียน ทำให้เด็กต้องเรียนกวดวิชา จึงเริ่มมีการเสนอให้ใช้ระบบแอดมิชชั่นแทนที่ ก่อนจะประกาศใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศในปีการศึกษาที่ 2548 โดยเปลี่ยนจากการใช้ GPA หรือ คะแนนเฉลี่ย ประกอบกับ คะแนนสอบเอ็นทรานซ์ตามสาขาวิชา มาเป็นการการใช้ คะแนน GPAX หรือ เกรดเฉลี่ยสะสม  GPA เกรดเฉลี่ยรายวิชาตามสาขาที่มหาวิทยาลัยกำหนด และค่าสอบ O-NET กับ A-NET ที่จัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ สทศ.

ระบบนี้ใช้เกรดเฉลี่ยเข้ามาประกอบมากกว่าเดิม จึงถูกติติงว่าอาจทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในบรรดาโรงเรียนที่มีมาตรฐานการควบคุมเกรดไม่เท่ากัน เป็นที่มาของการปรับปรุงแอดมิชชั่น โดยการยกเลิก A-NET และ GPA รายวิชาการตามสาขาที่มหาวิทยาลัยกำหนด และเปลี่ยนมาใช้คะแนน GAT และ PAT คือ การทดสอบความถนัดทั่วไปกับความถนัดทางวิชาชีพ โดยเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย กำหนดมาตรฐานของคะแนนแต่ละสาขาเอง ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในปัจจุบัน

และล่าสุดนโยบายกระทรวงศึกษา กำลังจะยกเลิกระบบนี้ และเปลี่ยนมาใช้ระบบรับตรงกลางร่วมกัน คล้ายกับระบบเอ็นทรานซ์เดิม แต่แตกต่างกันที่นักเรียนจะได้เห็นคะแนนแต่ละสาขาที่มหาวิทยาลัยกำหนดก่อน และไม่อนุญาตให้มหาวิทยาลัยเปิดสอบตรงตามความต้องการเหมือนปัจจุบันอีกต่อไป โดยจะเริ่มใช้ในปี 2561

นายแพทย์กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จำนวนนักเรียนที่เลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยด้วยระบบแอดมิชชั่นที่กำหนดมีน้อยกว่าระบบสอบที่มหาวิทยาลัยเปิดตรงถึง 4 เท่า ทำให้เด็กต้องตระเวนสอบคล้ายกับระบบเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะมีระบบเอ็นทรานซ์ ผู้ปกครองจำนวนมาก จึงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง และเด็กจำนวนไม่น้อยก็ทิ้งห้องเรียนเพื่อเอาเวลาไปสอบ

การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้งในรอบกว่า 50 ปี รองศาสตราจารย์วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นนักวิชาการ 2 คนที่สังเกตพัฒนาการของระบบการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง มองตรงกันว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะการแก้ปัญหาในทางเทคนิค สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยและสภาพปัญหาที่เผชิญ แต่ก็สะท้อนความล้มเหลวของการวางระบบบางประการที่อาจเป็นการนำเอาความคิดที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ นำมาใช้เป็นนโยบาย แต่ทั้งหมดก็ยังไม่อันตรายเท่ากับการที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงการของการศึกษาได้ โดยเฉพาะการคงไว้ของระบบแพ้คัดออก และการออกข้อสอบที่ไม่มีคำตอบชัดเจนในเชิงวิชาการ และไม่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้คิดวิเคราะห์ ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่นำมาสู่ปัญหาของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อีกจำนวนมาก

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ