การจะเข้ามาในวงจรของ “เที่ยวแล้วรวย” คุณไม่สามารถไปซื้อทริปท่องเที่ยวราคาถูกได้เลยทันที แต่ต้องเริ่มจาก “สมัครสมาชิก” ก่อนสมาชิกในเครือข่ายนี้ ก็มี 2 ประเภท คือ ประเภท ที่สมัคร เพียงเพื่อจะมีสถานะไว้ซื้อทริป ท่องเที่ยว ที่โฆษณาว่าราคาถูกเท่านั้น จะเสียค่าสมัคร 10500 บาท บวกรายเดือน เดือนละ 3500 บาท แต่ประเภทที่ถูกชักชวนทุกคน คือ สมาชิกที่มีสถานะเป็นเหมือนตัวแทนจำหน่าย คือ เข้ามาร่วมทำธุรกิจ ร่วมหาสมาชิก ขยายเครือข่าย มีราคาที่ต้องจ่ายแรกเข้า 18000 บาท บวกรายเดือน เดือนละ 4000 บาท
ก่อนจะไปดูว่า “โมเดลธุรกิจ เที่ยวแล้วรวย” เป็นอย่างไร มาดูก่อนว่า องค์ประกอบของความเป็นแชร์ลูกโซ่ ที่เข้าข่ายความผิด เป็นอย่างไร ทีมข่าวสอบถามกับ พลตำรวจโทสุวีระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ทำคดีแชร์ ยู – ฟัน มาแล้ว ได้ความว่า แชร์ลูกโซ่จะต้องมีองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ 1.มีการโฆษณาเชิญชวนผ่านสื่อต่างๆ ให้ประชาชนรับรู้มากกว่า 10 คน 2. ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าสถาบันการเงินร้อยละ 7 3. ผลตอบแทนนั้นได้มาจากการหาสมาชิกใหม่
ลองมาดูโมเดลการทำสิ่งที่คนกลุ่มนี้ เรียกว่า “ธุรกิจ” ว่า เป็นธุรกิจที่เน้นขายการท่องเที่ยว หรือมีจุดประสงค์อื่นหรือไม่
เริ่มจาก “เรา” ไปสมัครเป็นสมาชิก เพื่อทำธุรกิจนี้ จ่ายค่าสมัคร 18000 บาท และมีค่ารักษาสถานะ เดือนละ 4 พันบาท จากนั้น เราก็ต้องหาสมาชิกเพิ่ม โดยชักชวนว่า “มาท่องเที่ยว ราคาถูก” วิทยากร ธุรกิจนี้ บอกว่า ถ้าแนะนำคน มาสมัครสมาชิกได้ 1 คน เจ้าของเครือข่าย คือ เรา จะได้เงินสด 50 เหรียญสหรัฐ ได้คะแนนสะสมลดหย่อนค่าทริปท่องเที่ยว 200 คะแนน
ถ้าแนะนำคน มาสมัครสมาชิกได้ 4 คน ผู้แนะนำ คือ เรา ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่าย จะได้รับสิทธิไม่ต้องจ่ายรายเดือน เดือนละประมาณ 4 พันบาท เป็นเวลา 1 ปี ได้รับเงินจากการชวนคน 200 เหรียญสหรัฐ และได้คะแนนสะสมเพื่อลดหย่อนค่าทริปท่องเที่ยว 800 คะแนนและถ้าแนะนำคนมาสมัครสมาชิกได้ 6 คน “เรา” จะได้เงินตอบแทน 100 เหรียญ ถ้าทำได้ภายใน 2 เดือนแรก เขาบอกว่า จะได้โบนัสอีก 100 เหรียญ วิทยากร ยังบอกว่า เมื่อสมาชิกที่ “เรา” หามา หาสมาชิกต่อไปได้ ค่าตอบแทน และโบนัส ของเรา ก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเขากล่าวถึงเงินหลักล้านบาทต่อเดือน มีบ้าน มีรถ เป็นโบนัส ทั้งหมดนี้ ผู้ที่เป็นผู้นำธุรกิจนี้ ยืนยันว่า นี่เป็นธุรกิจที่เรียกว่า การตลาดแบบเครือข่าย หรือ Network Marketing ไม่ใช่ แชร์ลูกโซ่ โดยพวกเขาถูกถามมามากจากผู้ที่เข้าร่วมธุรกิจ หลังมีข้อสังเกตจากหลายกระแส รวมทั้งทีมข่าวที่เข้าไปตั้งคำถามนี้ด้วย และผู้นำกลุ่ม ก็เลือกใช้การชี้แจงผ่านสถานะบนเฟซบุ๊ค แทนการตอบคำถามตรงกับผู้สื่อข่าวที่เข้าไปถาม
แต่คำถามใหญ่ ต้องย้อนกลับไปดู หลักการ 3 ข้อ ที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอธิบาย แล้วพิจารณาว่า “เที่ยวแล้วรวย” เน้นขายทริปท่องเที่ยวราคาถูก หรือ เน้นหาสมาชิกและทริปที่ว่าราคาถูก จริงหรือไม่ ถ้าเทียบกับทริปทั่วไป เมื่อรวมค่าวีซ่าและตั๋วเครื่องบิน ที่สำคัญ คือ หาก “เรา” ต้องการออกจากธุรกิจนี้ ต้องทำอย่างไร เพื่อยุติการหักเงินจากบัตรเครดิตทุกเดือน หรือ หากไม่สามารถหาสมาชิกมาได้ จะมีผลอย่างไร