จุดแรก ไปที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ ที่ “หาดลายัน” นายธวัชชัย อนุกูล ออกเอกสารสิทธิ์ไว้เมื่อปี 2544 และที่นี่ ทำให้เขาถูก ดีเอสไอ ตรวจพบ จนนำไปสู่การจับกุม
ในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ มีที่ดินหลายแปลงกลับถูกสร้างเป็นโรงแรม ที่พัก บ้านพักตากอากาศ ทั้งพื้นที่ลาดชันบนเขา และตลอดแนวริมทะเล ยาว 25 กิโลเมตร ตั้งแต่ หาดลายัน ถึง หาดในทอน บางจุด ที่ถูกตรวจสอบว่าออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ ราคาที่ดินเหล่านี้ สูงถึงไร่ละกว่า 20 ล้านบาท
ยังมีที่ดินอีก 715 แปลง รวมกว่า 3 พันไร่ ที่ยังมีสถานะเป็นพื้นที่ทับซ้อนเขตอุทยาน รอการพิสูจน์สิทธิว่าแปลงไหน ออกเอกสารสิทธิ โดยชอบหรือไม่ น่าแปลกที่พบว่า ในเวลานั้น ธวัชชัย เป็นเพียงหัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินภูเก็ต แต่กลับสามารถออกเอกสารสิทธิที่ดินในอุทยานแห่งชาติ โดยใช้อำนาจรักษาราชการแทนเจ้าพนักงานที่ดิน
28 ธันวาคม 2553 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด “นายธวัชชัย อนุกูล” ฐานออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เมื่อปี 2544 ที่ดิน 3 แปลงนี้ รวมกว่า 300 ไร่ ที่ “เทือกเขานางพันธุรัตน์” ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง ภูเก็ต แต่แม้ ป.ป.ช.จะชี้มูลไปแล้ว เอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบ ก็ยังไม่ถูกเพิกถอน ทั้งที่พิสูจน์แล้วว่า เอกสารสิทธิ์ นส.3 ก. ที่ออกโดยนายธวัชชัย ออกในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และใช้ เอกสาร สค.1 จากที่อื่น มาสวมทับ โดยผิดกฎหมาย
จุดที่ 3 ที่ดินใกล้เขาหน้ายักษ์ ในอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นอีกจุดที่ออกเอกสารสิทธิ์โดยนายธวัชชัย หลังย้ายจากภูเก็ต มาเป็นเจ้าพนักงานที่ดินท้ายเหมือง เมื่อปี 2546
พื้นที่ 520 ไร่ ตั้งแต่ริมชายหาด ถูกตีราคาไร่ละ 21 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นพื้นที่ที่สวยงามอย่างมาก เพราะฝั่งหนึ่งติดคลองท่าดินแดง อีกฝั่งติดทะเล
ที่แปลงนี้ นายธวัชชัย และกลุ่มที่ขอออกเอกสารสิทธิ์ อ้างว่า มี สค.1 ครอบครองมาก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ และศาลปกครองพิจารณาเมื่อปี 2548 ว่า การออก นส.3ก.ถูกต้อง
แต่ ดีเอสไอ ลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ และพบว่า ที่ดินในอุทยาน ไม่เคยมีใบ สค.1 มาก่อน จึงยื่นต่อศาลอีกครั้ง และศาลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา เมื่อปี 2558 ว่าผู้ที่ครอบครองที่ดินทั้ง 520 ไร่ ไม่มีสิทธิครอบครอง
เมื่อพิจารณาที่ดินทั้ง 3 แห่ง จะเห็นว่า วิธีการที่นายธวัชชัย ใช้ออกเอกสารสิทธิ์ ในที่ดินของรัฐ ล้วนอ้างอิงว่า ที่ดินบริเวณนั้น มีเอกสารครอบครอง ที่เรียกว่า สค.1 มาก่อน จึงสามารถนำไปออกเอกสารสิทธิ์ นส.3 ก.ได้ แต่เมื่อตรวจสอบทุกจุด จะพบว่า สค.1 ที่นำมาใช้ ไม่มีอยู่จริง แต่ใช้การนำ สค.1 จาก ที่ดินแปลงอื่น มาสวมทับ แอบอ้าง เพื่อออก นส.3 ก.ในที่ของรัฐ วิธีการนี้ เรียกว่า สค.1 บิน