เมื่อช่วงเช้าวันนี้ สำนักงานสำรวจด้านธรณีวิทยาของสหรัฐฯ ได้ตรวจพบแผ่นดินไหวขนาดความรุนแรง 5.3 ในเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ ที่รัฐบาลใช้เป็นสถานที่ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์
โดยแผ่นดินไหวดังกล่าวมีสาเหตุจากแรงระเบิด และพบว่าแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นบนผิวดิน ซึ่งแตกต่างจากแผ่นดินไหวตามธรรมชาติที่จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนใต้ดิน
ทางการเกาหลีใต้คำนวนจากแรงสั่นสะเทือนว่า แรงระเบิดจากการทดลองล่าสุดของเกาหลีเหนือมีพลังทำลายล้างประมาณ 10-20 กิโลตัน
ซึ่งต่อมารัฐบาลเกาหลีเหนือ ก็ได้ออกแถลงการยืนยัน ว่าแรงระเบิดดังกล่าวเป็นผลมาจากการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 พร้อมทั้งอ้างว่าประสบความสำเร็จในการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธแล้วเช่นกัน โดยอธิบายว่าเป็นการทดลองหัวระเบิดนิวเคลียร์ขั้นที่สูงกว่า ที่จะทำให้กองทัพเกาหลีเหนือสามารถสร้างหัวระเบิดนิวเคลียร์เมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ
สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้ รายงานว่าการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งนี้ถือว่ามีพลังทำลายล้างมากที่สุดเท่าที่เกาหลีเหนือเคยทดสอบมา
ด้านกองทัพเกาหลีใต้ ได้เรียกประชุมทีมบริหารสถานการณ์วิกฤติในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือครั้งนี้ โดยนาง ปารค กึน ฮเย ผู้นำเกาหลีใต้ ได้ออกมาประณาม ความทะเยอทะยานของผู้นำเกาหลีเหนือนั้นบ้าคลั่งและไร้ความรับผิดชอบ ทั้งที่ทราบดีว่าเป็นความผิดร้ายแรงตามกฏระเบียบของสหประชาชาติ
ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ผู้นำญี่ป่น ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับทางการจีนที่สั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสารกัมมันตรังสีที่อาจตกค้างบริเวณชายแดนจีนและเกาหลีเหนือ
ส่วนทางสหรัฐอเมริกา ก็ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามา เตือนเกาหลีเหนือว่าพฤติกรรมยั่วยุนี้จะมีผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน และย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงยืนหยัดปกป้องความมั่นคงของพันธมิตรในเอเชียและทั่วโลก
ขณะที่ทางการจีนเตรียมประท้วงต่อสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือในกรุงปักกิ่ง พร้อมแนะนำให้ชาติต่างๆ ใช้ความอดกลั้นในการหาทางออกวิกฤติคาบสมุทรเกาหลี
ทั้งนี้ จีนยอมรับว่าการกระทำของเกาหลีเหนือไม่ใช่วิธีที่ฉลาด แต่ก็พูดด้วยเหมือนกันว่าการตัดสินใจติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐในประเทศเกาหลีใต้ เป็นการทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค
เรามาย้อนดูการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่ผ่านมากัน
เกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ นับที่ประสบความสำเร็จ ก็รวมแล้ว 5 ครั้ง โดยการทดสอบ 3 ครั้งแรก ในปี 2006, 2009 และ 2013 เป็นระเบิดปรมาณูแบบฟิชชั่น ที่ผลิตจากพลูโตเนียม และยูเรเนียม ขณะที่ครั้งที่ 4 ซึ่งทดสอบเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ เป็นระเบิดไฮโดรเจน หรือระเบิดนิวเคลียร์แบบความร้อน ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นต่อเนื่อง และรุนแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์แบบปกติ
จากการทดสอบที่ผ่านมา จะเห็นว่าอานุภาพของระเบิดรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ จากครั้งแรกเมื่อปี 2006 ความรุนแรงไม่ถึง 1 กิโลตัน (1 กิโลตัน = ระเบิดทีเอ็นที 1,000 ตัน) เพิ่มเป็น 2 กิโลตัน 6-7 กิโลตัน ในการทดสอบครั้งที่ 2 และ 3 ตามลำดับ
ขณะที่การทดสอบครั้งที่ 4 แม้แรงระเบิดจะไม่ต่างจากครั้งก่อนหน้า แต่จากการที่ระเบิดที่ทดสอบถูกฝังลึกว่าเดิม 2 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า เกาหลีเหนือน่าจะตั้งใจทดสอบระเบิดไฮโดรเจนที่คาดว่าจะมีแรงระเบิดถึง 50 กิโลตัน
ส่วนการทดสอบครั้งล่าสุดนี้ จากแรงสั่นสะเทือนขนาด 5.3 ที่สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ ตรวจวัด ทำให้ทางการเกาหลีใต้เชื่อว่า ระเบิดที่ทดสอบมีความรุนแรงอย่างน้อยๆ 10 กิโลตัน ซึ่งนับว่ารุนแรงที่สุดเท่าที่เกาหลีเหนือเคยทดสอบมา
เปรียบเทียบกับระเบิดปรมาณู 2 ลูก ที่ถูกนำมาใช้จริงในประวัติศาสตร์การทำสงคราม คือระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะ และนางาซากิ ที่ทิ้งโดยสหรัฐฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ต้องบอกว่า ระเบิดที่เกาหลีเหนือทดสอบล่าสุด เริ่มเขยิบเข้าใกล้เคียงมากขึ้นแล้ว
โดยระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะ หรือที่เรียกว่า “ลิตเติ้ล บอย” มีแรงระเบิด 16 กิโลตัน ขณะที่ระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ หรือ “แฟต แมน” มีแรงระเบิดประมาณ 21 กิโลตัน
นอกจากระเบิดนิวเคลียร์แล้ว หลายปีให้หลัง เกาหลีเหนือก็ยังทดลองและพัฒนาขีปนาวุธควบคู่ไปด้วยและมีพัฒนาการไม่แพ้กัน อย่างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงก็ไปได้ไกลถึง 1 พันกิโลเมตรก่อนจะไปตกใกล้กับญี่ปุ่น ซึ่งหากเกาหลีเหนือไปถึงจุดที่นำสองเทคโนโลยีนี้มาใช้ด้วยกันได้เมื่อไหร่ นั่นคือการเพิ่มพิษสงอีกหลายเท่า
อาวุธนิวเคลียร์ ไพ่ตายโสมแดง
การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ครั้งนี้ของเกาหลีเหนือทำให้ประชาคมโลกกังวลมากกว่าทุกครั้ง เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการทางการทหารของโสมแดงก้าวไปอีกขั้น แต่จะถึงจุดที่นำไปสู่ความขัดแย้งใหม่หรือบานปลายไปถึงสงครามหรือไม่ ติดตามจากรายงานพิเศษ
ปัจจัยที่ทำให้การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 ของเกาหลีเหนือสร้างความหวาดหวั่นมากกว่าทุกครั้ง คือ ความคิดที่ว่าเกาหลีเหนืออาจประสบความสำเร็จในการย่อส่วนระเบิดนิวเคลียร์จนสามารถติดบนหัวรบขีปนาวุธได้ และการใช้ยูเรเนียมซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีมากในประเทศเป็นเชื้อเพลิงแทนการใช้พลูโตเนียม
อ.นิมิต อังก์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออก หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
กล่าวว่า แรงผลักดันที่ทำให้เกาหลีเหนือมุ่งมั่นพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อเนื่อง มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เมื่อมองจากภูมิยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ถูกโดดเดี่ยว ไพ่ใบสำคัญใบเดียวที่มีก็คือระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นทั้งตัวสร้างสมดุลและความมั่นคงให้ประเทศยากจนแห่งนี้ ขณะเดียวกันผู้นำหญิงของประเทศคู่รักคู่แค้นอย่างเกาหลีใต้ก็ดำเนินนโยบายค่อนข้างแข็งกร้าว คิมจองอึนที่เป็นผู้นำใหม่ จึงต้องการสร้างบารมีให้เกิดการยอมรับทั้งในและนอกประเทศ
พัฒนาการทางการทหารที่ก้าวกระโดดในช่วงหลัง นำความกังวลมาให้กับประเทศเกาหลีใต้ ที่ทางเทคนิค ถือว่ายังอยู่ในภาวะสงครามกับเกาหลีเหนือ เพราะมีเพียงการเซ็นสัญญาหยุดยิงระหว่างกันเท่านั้น ตลอดจนประเทศอื่นๆ ทั้งในและนอกทวีปเอเชีย
แม้จะเป็นไพ่หน้าเดิม แต่เปิดออกมาเมื่อไหรก็ได้ผลทุกครั้ง อาวุธนิวเคลียร์เป็นไม้ตายนำมาซึ่งความช่วยเหลือจากนานาชาติ อาจารย์นิมิตยังมองอีกว่า สถานการณ์ระหว่างเกาหลีเหนือและประชาคมโลก จะยังคงดำเนินเป็นวงจรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่บานปลายไปสู่สงคราม เนื่องจากในโลกยุคปัจจุบัน ประเทศต่างๆให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก และไม่มีประเทศไหนสามารถรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ หากจะมีสงครามเกิดขึ้นจริงๆ
สิ่งที่น่ากังวลมีเพียงอย่างเดียวคือ อุบัติเหตุระหว่างทาง หากวงจรการใช้ไพ่ใบนี้ของเกาหลีเหนือสะดุดลงด้วยปัจจัยอะไรบางอย่าง นั่นคือโอกาสที่สถานการณ์เกาหลีเหนือจะบานปลายไปสู่สงคราม และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายกังวล