วันนี้ (10 ก.ย.59) เรืออากาศเอกปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกประกาศแจ้งผู้โดยสารห้ามเปิดใช้งานสมาร์ทโฟน ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต7 บนเครื่องบิน และห้ามโหลดไว้ใต้ท้องเครื่องบินจากกรณีที่มีการประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์และระงับการจำหน่ายโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ซัมซุง กาแลคซี่โน้ต7 ทั่วโลก เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารการบินไทย และขอความร่วมมือผู้โดยสารที่ใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวไม่ให้ชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างเดินทางอยู่บนเครื่องบิน
การบินไทย ยังประกาศว่า หากพบอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ใดๆ แตกหักเสียหาย มีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติ มีควัน สูญหายระหว่างเที่ยวบิน หรือหลุดหายเข้าไปในช่องว่างระหว่างที่นั่ง ขอให้แจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินให้ทราบทันที
ข้อกำหนดดังกล่าว เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของบริษัทฯ และยังเป็นข้อกำหนดของสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการบินของสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency: EASA) หรือ เอียซ่า อีกด้วย
นอกจากการบินไทย ยังพบว่า สายการบินระดับนานาชาติหลายแห่ง ก็ทยอยประกาศมาตรการแบเดียวกันนี้ออกมาเช่นเดียวกัน
รองศาสตราจารย์วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ เคยเปิดเผยกับ PPTV ว่า แบตเตอรี่โทรศัพท์สมาร์ทโฟน มีโอกาสลัดวงจรได้จากหลายปัจจัย ทั้งเกิดการแตกหัก บิดเบี้ยว จากการตก กระแทก ฉีกขาด จากที่จะเห็นการทดลองที่หาได้ในยูทูป ว่าหากนำมีดไปเจาะแบตเตอรี่โทรศัพท์ ก็จะเกิดเพลิงไหม้ขึ้นทันที ส่วนที่เกิดระเบิด หรือเพลิงไหม้จากบางรุ่น อาจมาจากความพยายามแก้ปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วในสมาร์ทโฟน ที่มีแอพพลิเคชั่นหลากหลาย
ดังนั้น ผู้ใช้ก็ต้องสังเกตอาการของโทรศัพท์ เช่น เครื่องร้อนง่าย ความร้อนขึ้นสูง แบตเตอรี่หมดเร็ว ถือเป็นการบอกอาการป่วย ซึ่งหมายความว่า เริ่มเสื่อมสภาพ มีความเสี่ยงที่จะเกิดระเบิด จึงไม่ควรชาร์จทิ้งไว้นานๆ หรือควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
ทอท.ขอความร่วมมือผู้โดยสารระวังการโหลด ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7 ใต้ท้องเครื่อง
วันเดียวกัน นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)กล่าวว่า ตามที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration : FAA) และสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการบินของสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency: EASA) ได้ออกประกาศห้ามใช้งานหรือชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ Samsung Galaxy Note7 บนอากาศยาน และห้ามโหลดใส่กระเป๋าที่เก็บไว้ใต้ท้องอากาศยาน นั้น ทอท.ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยาน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ขอความร่วมมือผู้โดยสารไม่นำโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวโหลดใส่กระเป๋าที่เก็บไว้ใต้ท้องอากาศยาน เพื่อความปลอดภัยของอากาศยานและผู้โดยสาร
นอกจากนั้น ทอท.ขอความร่วมมือผู้โดยสารห้ามนำอุปกรณ์ที่มีขนาดของแบตเตอรี่ลิเธียมเกินกว่าที่กำหนดนำขึ้นอากาศยาน โดยแบ่งเป็นแต่ละประเภท ได้แก่
1. ประเภทแบตเตอรี่สำรอง (Spare) เช่น Power Bank เป็นต้น ได้มีการกำหนดค่าความจุไฟฟ้า ดังนี้ (1) ค่าความจุไฟฟ้า 100Wh หรือ 20,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2 กรัม อนุญาตให้นำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ (2) ค่าความจุไฟฟ้า 100 – 160Wh หรือ 20,000 – 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2 – 8 กรัม นำติดตัวขึ้นเครื่องได้คนละไม่เกิน 2 ชิ้น ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากสายการบิน และ (3) ค่าความจุไฟฟ้ามากกว่า 160Wh หรือ 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมมากกว่า 8 กรัม ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบิน ซึ่งแบตเตอรี่สำรองทุกชนิด (Spare Battery) ไม่อนุญาตให้โหลดใส่กระเป๋าไว้ใต้ท้องอากาศยาน
2. ประเภทแบตเตอรี่ที่อยู่ในอุปกรณ์ (Portable Electronic Device : PED) เช่น แบตเตอรี่สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ Laptop Hoverboard และ Airwheel เป็นต้น ได้กำหนดค่าความจุกำลังไฟฟ้า ดังนี้ (1) ความจุไฟฟ้าไม่เกิน 100Wh หรือ 20,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2 กรัม สามารถนำขึ้นเครื่องได้ทั้งในสัมภาระติดตัวและสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง (2) ความจุไฟฟ้าไม่เกิน 100 – 160Wh หรือ 20,000 – 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมระหว่าง 2 – 8 กรัม สามารถนำขึ้นเครื่องได้ ทั้งในสัมภาระติดตัวและสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง แต่ต้องได้รับอนุญาตจากสายการบิน และ (3) ค่ากำลังไฟฟ้ามากกว่า 160Wh หรือ 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมมากกว่า 8 กรัม ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบิน ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การพาแบตเตอรี่ลิเธียมไปกับอากาศยาน พ.ศ.2559