จากกรณีที่นักศึกษาสาวรายหนึ่งโพสต์ลงเฟซบุ๊กเล่าเรื่องเตือนภัยว่าถูกกลุ่มคนร้าย 6 คนจี้ชิงทรัพย์ระหว่างการใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะขณะเดินทางไปมหาวิทยาลัย แต่โชคดีที่คนขับรถตู้สังเกตเห็นและได้ช่วยเหลือไว้ได้นั้น
ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ จากเพจเฟซบุ๊ก “ทนายคู่ใจ” เปิดเผยกับทีมนิวมีเดีย PPTV ว่าถึงกรณีนี้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มผู้ให้บริการรถตู้ กลุ่มที่สองคือกลุ่มของมิจฉาชีพที่มาก่อเหตุ โดยมิจฉาชีพที่ใช้กำลังประทุษร้ายทำกันเป็นกลุ่มตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จะมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 สำหรับคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุในครั้งนี้ ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี หรือปรับ 20,000-30,000 บาท
ผู้ให้บริการรถตู้จะต้องรับผิดชอบต่อผู้โดยสารอย่างไรบ้าง?
ทนายรณณรงค์ กล่าวว่า เรื่องของความปลอดภัยกรณีจี้ปล้นรถโดยสารสาธารณะยังไม่มีแนวทางที่ศาลตัดสินเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าความผิดเรื่องนี้รถตู้สมควรร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่ เพราะรถตู้ก็ไม่ได้เป็นคนชักจูงให้มิจฉาชีพเข้ามาปล้น แต่รถตู้ในฐานะที่ให้บริการสาธารณะ ถ้ามีเหตุจี้ปล้นกันบนรถตู้ หากคนขับรถตู้ทราบว่ามีการจี้ปล้นแล้วนิ่งเฉยไม่ทำอะไร กรณีนี้คนขับรถตู้ก็มีความผิด
ทั้งนี้ทั้งนั้นหากใครพบเจอเหตุการณ์ดังที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์แจ้งเตือน ตนขอแนะนำให้ฟ้องทางวินรถตู้ คนขับรถตู้ และบริษัทที่ดูแลวินรถตู้ในเรื่องของความไม่ปลอดภัยจากการใช้บริการในฐานะของผู้โดยสาร เป็นค่าเสียหายทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์มาตรา 450 ฟ้องเป็นคดีวิธีพิจารณาความผู้บริโภคเพื่อขอค่าเสียหาย และขอให้ทางวินรถตู้หรือบริษัทเดินรถออกมาตรการดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมา เพราะผู้โดยสารสมควรได้รับสิทธิ์ในการดูแลความปลอดภัยด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าคนขับรถตู้จะพบเห็นหรือไม่พบเห็น ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับผู้โดยสาร ตนมองว่ารถตู้ก็ต้องปรับปรุงเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย
ส่วนในกรณีของคนขับรถตู้ ทนายรณณรงค์ ให้ความเห็นว่า คนขับมีหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร เมื่อมีหน้าที่ดูแลแล้ว คนขับรถตู้ไม่สามารถดูแลได้ ก็จะมีความผิดทางคดีแพ่ง ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้โดยสาร ซึ่งผู้โดยสารสามารถที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายเรื่องของการไม่ออกกฎหมายหรือไม่ออกกฎระเบียบให้รถตู้ปฏิบัติตามจนกระทั่งมีเหตุจี้ปล้นกันบนรถตู้ไปยังหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลได้
“ต่อให้ยังไม่สูญเสียทรัพย์สินอะไร แต่ว่าเหตุได้เกิดขึ้นแล้ว ผู้ให้บริการรถตู้อาจต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้ที่มาใช้บริการแล้วประสบเหตุโดนจี้ชิงทรัพย์ เพราะทำให้เกิดความตกใจหรือหวาดกลัว ซึ่งความหวาดกลัวตรงนี้มันเกิดขึ้นจากที่วินรถตู้หรือบริษัทที่ดูแลวินรถตู้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความดูแลผู้โดยสารอย่างไม่เพียงพอ” ทนายรณณรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ในการใช้บริการรถตู้สาธารณะ ทนายรณณรงค์ แนะนำว่า พยายามอย่าหลับบนรถตู้ และถ้าจำเป็นต้องเดินทางกลับบ้านคนเดียว ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นให้ใช้โทรศัพท์โทรหาแฟน พ่อแม่ หรือบุคคลที่ไว้ใจทันที แล้วถ้าเกิดถูกจี้หรือถูกทำมิดีมิร้าย ถ้ามีจังหวะ พยายามอย่าอยู่เฉยๆ ให้ส่งสัญญาณอะไรก็ได้ที่เป็นการให้คนอื่นสนใจ คือถ้าถูกจี้ต้องมีสติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตนอยากให้รถตู้โดยสารสาธารณะทุกคันเปิดไฟในรถให้สามารถเห็นหน้าชัดเจนถ้าเกิดอะไรขึ้น เพราะไฟท้ายรถมักจะปิด อยากให้เปิดไฟไว้เพื่อที่จะได้รู้ว่าเบาะหลังเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า
“ค่อนข้างยากวิธีป้องกัน แต่วิธีที่จะป้องกันได้ก็คือรถตู้ควรจะเปิดไฟสว่างทุกคัน แล้วถ้าเกิดเหตุจี้ปล้น ให้ตั้งสติให้ดี หาวิธีแอบส่งสัญญาณให้คนอื่นที่อยู่ในรถทราบว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเรา อย่านิ่งเฉย อย่ากลัว และไม่ทำอะไรเลย เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่มิจฉาชีพชอบมาก” ทนายรณณรงค์ กล่าว