สัปดาห์ที่ผ่านมา หลากเรื่องหลายราว ร้อนระอุอยู่ในโลกโซเชียล
ไม่ว่าจะเป็น “เหี้ยสวนลุม” หรือ “ทศกัณฐ์” ใน MV เที่ยวไทยมีเฮ หรือ “วัดเสียวสวาท”
สามเรื่องที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นนั้น จะว่าไป ดูเหมือนไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน
จากการจำแนก คือ เรื่องหนึ่งว่าด้วยสัตว์เลื้อยคลาน เรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องวรรณคดี เป็นเรื่องศิลปะการแสดงชั้นสูง ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับ ชื่อวัด แต่ถ้าชำแหละถึงเนื้อใน ผมว่ามีบางแง่มุมเชื่อมโยงกันและควรนำมาพินิจพิเคราะห์
อย่างเรื่อง “เหี้ย” มันถูกอัปเปหิจากสวนลุม เพราะ กทม. สำรวจพบว่า พวกมันเดินเพ่นพ่านทำให้คนกลัว บางตัวมีขนาดใหญ่ทำให้ตลิ่งพัง และบางตัวทำให้แปลงปลูกต้นไม้เสียหาย
ขณะที่ธรรมชาติของสัตว์เลื้อยคลายชนิดนี้จะช่วยกินซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นการช่วยรักษาระบบนิเวศ
ธรรมชาติมันไม่ทำร้ายใครแต่ด้วยรูปลักษณ์และธรรมชาติการกินของมันทำให้คนรังเกียจ เพราะถูกมองว่า “ชื่อ” กับ “สิ่งที่มันเป็น” เป็นสิ่งอัปมงคล
ขนาดเรียก “เหี้ย” ว่า “เหี้ย” ทั้งที่มีระบุในพจนานุกรม หลายคนยังเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร
กระแสร้อนเรื่องต่อมา คือ การแสดงของ “ทศกัณฐ์” ใน MV เที่ยวไทยมีเฮ ท่าแคะขนมครก ขี่ม้า อะไรต่อมิอะไรที่เป็นกิจกรรมร่วมกับมนุษย์ ด้านหนึ่งว่าไม่เหมาะสมเพราะเป็น “ศิลปะชั้นสูง” จึงไม่เหมาะกับกาลเทศะ แต่อีกด้านมองว่า ไม่เห็นจะไม่เหมาะสม แถมยังช่วยส่งเสริมศิลปะและการท่องเที่ยวด้วยซ้ำไป
กระแสวิพากษ์วิจารณ์ร้อนถึงกระทรวงวัฒนธรรมต้องประชุมด่วนเพื่อแก้ปัญหา ส่วนโลกออนไลน์ก็ออกมาสนับสนุนเอ็มวีตัวนี้ แม้ว่าสุดท้ายผู้กำกับเอ็มวีจะยอมตัดฉากที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสมออกไปราว ๆ 40% ก็ตาม
ส่วนอีกกระแสที่ถูกโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์คือ “วัดเสียวสวาท” อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร หลายคนมองว่าชื่อวัดไม่เหมาะไม่ควร ด้วยสื่อความหมายไปทาง “เสื่อม”
หลากหลายแง่มุมจากทั้ง 3 เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นแม้จะเป็นคนละเรื่อง แต่ทั้งสามเรื่องก็เป็นกระจกสะท้อนสังคมในเรื่องเดียวกัน นั่นคือการให้ "คุณค่า" และ "ความหมาย" จากผู้คนมีต่อเรื่องดังกล่าวได้บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับผมแล้วขอหยิบยกข่าวที่เกี่ยวข้องซึ่งช่วยให้เราก้าวข้ามวิวาทะมา บอกเล่าอีกสักครั้ง
ข่าวแรกเป็นเรื่องราวของ ส.ต.อ.จิรายุ ทัศนิยม ตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ส.ต.ท.ราเชนท์ เนตรทิพย์ ตำรวจสังกัดเดียวกัน สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ คุณลุงคุณป้าสองสามีภรรยาที่มานอนหน้า บช.น.
คนเหล่านี้ รวมทั้งผู้ที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ช่วยชีวิต “เหี้ย” ที่ถูกรถทับ จนรอดชีวิตมาได้
“เราไม่ได้มาทำตรงนี้เพราะคิดว่าจะมีคนมารับรู้เรื่องนี้มากมาย ที่ทำก็เพราะอยากทำ และเป็นสิ่งที่ควรทำ” ส.ต.อ.จิรายุ บอก
ข่าวต่อมาเป็นคำสัมภาษณ์ของ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ต่อกรณีเอ็มวีตัวนี้
อาจารย์แสดงความเห็นว่า ศิลปะอนุรักษ์นิยมและศิลปะร่วมสมัยต้องให้อยู่คู่กัน การอนุรักษ์จงทำเพราะดีต่อประเทศชาติ ส่วนสร้างสรรค์ก็อย่าเกินกว่าเหตุ ต้องสร้างอย่างพอเหมาะพอควร
อีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปรากฏบนหน้าเฟสบุ๊กของคุณบันฑิต ทองดี ผู้กำกับเอ็มวีนี้ คุณบันฑิตโพสต์ข้อความพร้อมภาพเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2559 ดังนี้
ขอชี้แจงนะครับ บุคคลที่ผมกราบคือครูโขนผู้เมตตา คือศิลปินแห่งชาติด้านโขนผู้สวมบททศกัณฐ์และดำรงศิปวัฒนธรรมไทยด้านโขนมายาวนาน ไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่ออกมาต่อต้านและสั่งแก้ตั้งแต่ตอนแรก รายการทีวีเชิญมาให้ทรรศนะเรื่องอัตลักษณ์ของโขน ระหว่างออกรายการท่านไม่มีท่าทีดุด่าหรือโกรธเคืองแต่อย่างใด ช่วงเบรคของรายการผมสังเกตเห็นแววตาของความไม่สบายใจบางอย่างของท่านท่านตาแดง ๆ เหมือนคนเสียใจ เมื่อจบรายการผมคิดว่าผมสมควรขอโทษบุคคลท่านนี้ที่ทำให้ท่านไม่สบายใจและผมกราบในแบบที่เด็กกราบผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าเป็นถึงศิลปินแห่งชาติ ขอยืนยันว่านี่คือการกราบขอโทษส่วนบุคคล ไม่ใช่กราบขอโทษกลุ่มคนที่ออกมาคัดค้านสั่งแก้ มันคือสัญลักษณ์ของความนอบน้อมไม่ใช่สัญลักษณ์ของการยอมแพ้
ข่าวสุดท้ายเป็นคำชี้แจงจาก พระวีระพงษ์ อินทโชโต เจ้าอาวาสวัดเสียวสวาท กรณีชื่อวัด โดยพระวีระพงษ์ ระบุว่า คำว่า “เสียว” มาจาก “ต้นเสียว” ตามภาษาชาวบ้านท้องถิ่นเรียกกัน ซึ่งมักจะขึ้นอยู่ริมน้ำ มีรากที่แตกแขนงแผ่ไพศาล ทนต่อทุกสภาพอากาศ วัดเสียวสวาทตั้งอยู่ริมน้ำ มีต้นเสียวขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ จึงใช้ต้นเสียวมาใช้ตั้งเป็นชื่อวัด
ส่วนคำว่า “สวาท” เป็นภาษาภูไทดั้งเดิม หมายถึง ความสุข ความเจริญ ชื่อนี้มีความเป็นมาเป็นไป มีความหมายที่ดีตามภาษาท้องถิ่น ซึ่งคนในชุมชนต่างภาคภูมิใจในชื่อนี้ จึงอยากให้สังคมรับรู้และเข้าใจ ดังนั้น ชื่อนี้ทางวัดและคนในชุมชนจะไม่ขอเปลี่ยน
ข่าวทั้ง 3 ชิ้นนี้ ทำให้ผมได้ค้นคว้า ได้อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องซึ่งทำให้เข้าใจอุบัติการณ์ออนไลน์เหล่านี้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าดราม่าออนไลน์ทั้งสามเรื่องนี้จะซับซ้อนมากเพียงใดก็ตาม.