การเผชิญหน้ากันของ 2 คู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 8.00 น. ตามเวลาในบ้านเรา และใช้เวลาไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งแม้ว่าการดีเบตจะจบลงไปแล้ว แต่ผู้ชมทั้งในสหรัฐเองและทั่วโลก ยังคงกล่าวขวัญถึง และมีคนที่ชอบอยู่ในใจแล้ว
ศึกครั้งนี้เปิดตัวด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายทางเศรษฐกิจ โดยนางฮิลลารี คลินตัน ได้ตอบเป็นคนแรก เธอบอกว่า นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะทำให้คนรวยได้เปรียบ โดยเฉพาะการตัดลดภาษี ขณะที่ทรัมป์ บอกว่า ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ “Nafta” ที่ทำย้อนหลังไปถึงรัฐบาลนายบิล คลินตัน ทำให้สหรัฐสูญเสียรายได้มหาศาล ซึ่งเขาจะเป็นคนดึงเอางานกลับเข้าประเทศ ให้ชาวอเมริกันมีงานทำอีกครั้ง
แต่คลินตันไม่ยอมจบเพียงแค่นี้ เธอยังท้าให้ทรัมป์เปิดเผยเรื่องการเสียภาษี ซึ่งทรัมป์โต้กลับว่า ถ้าคลินตันกล้าเปิดเผยเรื่องอีเมล์ 33,000 ฉบับ ว่าทำไมต้องใช้อีเมล์ส่วนตัว ในระหว่างทำหน้าที่รัฐมนตรีต่างประเทศ เขาก็กล้าที่จะเปิดเผยหลักฐานการเสียภาษีเช่นกัน
ในส่วนหัวข้อด้านความมั่นคง ทรัมป์ได้สิทธิ์ตอบก่อน โดยบอกว่า ควรจะให้ประเทศต่างๆ ติดหัวรบนิวเคลียร์ เพื่อที่จะได้ลดภาระที่สหรัฐแบกไว้ ในการปกป้องประเทศต่างๆ แต่คลินตันโต้กลับว่า ทรัมป์ทำให้โลกอยู่ในอันตราย ด้วยการเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนการถอนกำลังทหารอเมริกัน ออกจากประเทศต่างๆ กลับจะทำให้สหรัฐ ต้องสูญเสียงบประมาณไปมากกว่านี้
เรื่องต่อมาเป็นประเด็นร้อน ที่ชาวอเมริกันสนใจมากที่สุดประเด็นหนึ่ง นั่นคือความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติและสีผิว โดยนางคลินตันบอกว่า นโยบายของทรัมป์น่ากลัวและจะทำให้ประชาชนในประเทศแตกแยกมากกว่าเดิม ทั้งเรื่องการสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่ติดกับเม็กซิโก รวมถึงการขับไล่ชาวมุสลิมออกนอกประเทศ
ขณะที่ทรัมป์โจมตีไปถึงประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่าไม่ได้เกิดที่มลรัฐฮาวาย ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ไปแล้วว่าไม่เป็นความจริง
สื่อ-นักวิเคราะห์ เทคะแนน “คลินตัน” ชนะดีเบตยกแรก
สื่อสหรัฐและบรรดานักวิเคราะห์ต่างเทคะแนนให้ ฮิลลารี คลินตัน ชนะในศึกประชันวิสัยทัศน์ครั้งแรก ขณะที่หลายฝ่ายพากันจับผิดคำพูดของทรัมป์ ว่าไม่ตรงกับเป็นความจริงหลายครั้ง
หลังเสร็จสิ้นศึกประชันวิสัยทัศน์ครั้งนี้ สื่อสหรัฐและนักวิเคราะห์ ต่างเทคะแนนให้นางคลินตัน ชนะในการดีเบตยกแรก โดยผลสำรวจความคิดเห็นหลังการดีเบต ซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าว CNN ระบุว่า ประชาชนกว่า 67% มองว่า ฮิลลารี คลินตัน มีความพร้อมที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะที่ทรัมป์ได้คะแนนไป 43% โดยหลายฝ่ายพากันจับผิดว่า คำพูดของทรัมป์ในบางช่วง ไม่ตรงกับความเป็นจริง
แม้ว่าผู้สมัครจะมีโอกาสประชันวิสัยทัศน์กันถึง 3 ครั้ง แต่แน่นอนว่าไม่มีครั้งใดจะได้รับความสนใจ และช่วยเรียกคะแนนนิยมจากชาวอเมริกันได้เท่าการดีเบตครั้งนี้ โดยผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันที่ลงทะเบียนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย. นี้ กว่า 50% เชื่อว่าการดีเบตครั้งนี้จะช่วยให้พวกเขาตัดสินใจได้ว่าใครควรเป็นผู้นำสหรัฐคนต่อไป ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงประชาชนกว่า 10% ที่ยังไม่ได้เลือกสนับสนุนผู้สมัครคนใดเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นยังสะท้อนว่า สิ่งที่ผู้ชมต้องการจากการรับชมดีเบตครั้งนี้ คือ ความจริงและความกระจ่าง โดยผู้ชมมากกว่า 72% เห็นว่า เลส เตอร์ โฮลต์ ผู้ดำเนินรายการ ควรจะท้วงติงทันที หากพบข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง
นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นยังสะท้อนว่า สิ่งที่ผู้ชมต้องการจากการรับชมดีเบตครั้งนี้ คือ ความจริงและความกระจ่าง โดยผู้ชมมากกว่า 72% เห็นว่า เลส เตอร์ โฮลต์ ผู้ดำเนินรายการ ควรจะท้วงติงทันที หากพบข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง เรามาดูปฏิกิริยาของชาวอเมริกันหลังจากการดีเบตในครั้งนี้ นี่เป็นข้อมูลที่จัดทำโดย กูเกิล เทรนด์ แสดงให้เห็นสถิติการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ของชาวเน็ต ทั้งก่อนและหลังการดีเบต จะเห็นว่าคนเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับนางคลินตันมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่ทวิตเตอร์เองก็มีการรวบรวมสถิติการแชร์คำพูดบนเวทีดีเบตของ 2 ผู้สมัคร จะเห็นว่าคนแชร์ข้อมูลและคำพูดของทรัมป์มากถึง 62%
จากนี้ เราจะยังได้ชมการดีเบตอีก 2 ครั้ง คือในวันที่ 9 ต.ค. และ 19 ต.ค. ส่วนการดีเบตของไมค์ เพนซ์ และทิม เคย์น ผู้สมัครชิงรองประธานาธิบดีสหรัฐ จะมีขึ้นในวันที่ 4 ต.ค. นี้