แม้จะมีผลโพลออกมาหลังการดีเบต แต่ก็อาจยังชี้วัดอะไรไม่ได้มากนัก เพราะแต่ละโพลแต่ละสำนักมีความเอนเอียง ตามวิสัยของสื่อตะวันตกที่สามารถเลือกข้างได้ชัดเจน คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ประชาชนส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ มองการดีเบตครั้งนี้อย่างไร
รศ.ชัยชนะ อิงคะวัต อุปนายกสมาคมอเมริกาศึกษาในประเทศไทยมองไปที่นโยบายที่ดีเบตกันบนเวที โดยแบ่งออกได้เป็นสองเรื่องหลักๆ คือเรื่องภายในประเทศ กับนโยบายต่างประเทศ
เรื่องในประเทศ มีนโยบายเศรษฐกิจเป็นหัวใจสำคัญ จุดยืนของทั้งสองเป็นไปตามที่เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ นโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ย้อนกลับไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ ยกเลิกข้อตกลงเขตการค้าเสรี TPP และดึงการจ้างงานทั้งหมดของบริษัทอเมริกันกลับมาอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ยากในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ขณะที่ฮิลลารี่สนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก คนชั้นกลางและล่าง และมีแนวคิดเก็บภาษีกับคนรวย
ด้านนโยบายต่างประเทศ แม้ฮิลลารีแสดงวิสัยทัศน์ได้อย่างมีภูมิรู้มากกว่า แต่คำพูดหนึ่งของทรัมป์ที่น่าจะโดนใจคนอเมริกัน คือคำพูดที่ว่า เขาไม่เห็นด้วยที่อเมริกาทำตัวเป็นตำรวจโลก ไปยุ่งกับกิจการในประเทศต่างๆมากเกินไปและสิ้นเปลืองงบประมาณ ถึงแม้จะโดนใจ แต่ก็ยังไม่ใช่นโยบายที่ทำให้คนอเมริกันตัดสินใจเลือกได้
การดีเบตครั้งนี้อาจยังไม่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากนัก เหมือนกับทุกครั้ง ที่การดีเบตครั้งที่สองและสามจะมีความเข้มข้นและลงรายละเอียดนโยบายมากกว่า แต่นั่นอาจยิ่งเป็นผลเสียแก่ทรัมป์ เพราะไม่มีความรู้เชิงลึกมากเท่ากับฮิลลารี่ ทั้งในแง่การเมือง และการต่างประเทศ
ฮิลลารีเป็นตัวเลือกที่ Conservative มากกว่า คือ หากเธอได้รับเลือก ค่อนข้างจะเห็นภาพชัดว่าจะสหรัฐฯ และโลกจะเป็นอย่างไร ซึ่งคนสายอนุรักษ์นิยมจะเลือกฮิลลารี่ แต่คนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงจะเลือกทรัมป์
อย่างไรก็ตาม ทั้งฮิลลารี และ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในหัวใจของคนอเมริกัน ทั้งคู่ถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือและต่างก็มีความสุดโต่งไปคนละด้าน ดังนั้นหากวันนี้มีตัวเลือกที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองคนนี้ น่าจะได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูง อย่างเช่นที่ เบอร์นี่ แซนเดอร์ส เคยได้รับความนิยม ก่อนจะมาพ่ายให้กับฮิลลารี่ในการเลือกตัวแทนพรรค