ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสนใจทั้งหมดทั้งมวลของสังคม พุ่งเป้าไปที่ชายคนที่ชื่อ “พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา” ทั้งที่เป็นสัปดาห์สุดท้ายในอายุราชการของชายผู้นี้ ที่มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นเกียรติประวัติ เป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดในชีวิตข้าราชการคนหนึ่งจะเป็นได้ “ปลัดกระทรวงกลาโหม”
ฝายทดน้ำ ถูกก่อสร้างด้วยการใช้หินทิ้ง ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงล้อมหิน ก่อสร้างขึ้นด้วยงบประมาณไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท ดูๆไปแล้ว ไม่น่าจะมีประเด็นอะไร
แต่อยู่ๆกลับปรากฏภาพสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง เดินทางไปเป็นประธานเปิดใช้ฝายแห่งนี้ พร้อมป้ายไวนิล ที่มีใบหน้าของเธอปรากฏอยู่บนป้ายในฐานะนายกสมาคมภริยาข้าราชการกระทรวงกลาโหม แถมชื่อของเธอ ยังถูกตั้งเป็นชื่อ “ฝาย” แห่งนั้น “ฝายผ่องพรรณพัฒนา”
มองย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน ยุคทองของนักการเมือง ที่การปกครองส่วนท้องถิ่นเฟื่องฟู ตามสี่แยกใหญ่ๆ เรามักจะเห็นป้ายขนาดใหญ่ ที่ปรากฏใบหน้าคนๆหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งอย่างชัดแจ้ง มีทั้งป้ายรณรงค์ทางสังคม ป้ายบอกโครงการพัฒนาต่างๆ หรือแม้แต่ป้ายสวัสดีปีใหม่ ... คำถาม คือ ป้ายเหล่านั้น หรือโครงการเหล่านั้น ใช้งบประมาณจากไหน ... มาโฆษณา คนในป้าย
คำถามเดียวกันนี้ย้อนกลับมาทิ่มแทงสตรีหมายเลขหนึ่งของกระทรวงกลาโหม ยิ่งเมื่อถูกเปิดเผยว่า “ฝายผ่องพรรณพัฒนา” ของ “นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา” ถูกสร้างด้วย “งบประมาณของสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม” แถมกองทัพอากาศยังออกมาแถลงสมทบว่า กระทรวงกลาโหม “ขออนุเคราะห์การเดินทางด้วยเครื่องบิน C-130” ให้คณะของสมาคมนี้ด้วย “อย่างถูกต้อง”
แต่กลับกลายเป็นว่า ... “ฝายผ่องพรรณพัฒนา” ที่ใช้ชื่อ นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ไม่ได้ใช้แค่งบประมาณกระทรวงกลาโหมมาสร้าง ยังมีค่าน้ำมันเครื่องบินของกองทัพอากาศ ที่น่าจะแพงกว่า “ค่าทำฝาย” อีกด้วย
เราพยายามค้นเอกสารการจัดจ้าง ระหว่าง กองทัพภาคที่ 3 กับ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น และพบเอกสาร 6 โครงการ เมื่อเปรียบเทียบ ราคากลาง กับ ราคาที่ หจก.แห่งนี้ ชนะการประกวดราคายิ่งน่าสนใจ เพราะ 5 ใน 6 โครงการ ราคาที่เคาะครั้งสุดท้าย ต่างจากราคากลางในหลักหมื่นบาทเท่านั้น ในโครงการที่มีราคากลางหลายล้านบาท โดย 2 โครงการ ที่ประกวดราคาในปี 2559 ชนะในราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียง 15000 บาท ทั้งที่เป็น 2 โครงการ ที่ใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่ คือ e – bidding ซึ่งออกแบบให้ผู้เข้าแข่งขันราคาไม่เจอกัน
น่าเสียดายที่จนถึงขณะนี้ เอกสารสำคัญอันหนึ่งยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา ก็คือ “ขอบเขตงาน” หรือ TOR ซึ่งในนั้น จะต้องมีข้อความที่ระบุ “วิธีประกวดราคา” และระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ เคาะราคา 1 ครั้ง ตัวเลขจะลดลงอย่างน้อย “กี่บาท” .... หากมัเอกสารนี้ ก็จะสามารถคำนวณได้ว่า ราคาที่ลดงไปจากราคากลาง “ถูกเสนอโดยมีเจตนาเพื่อแข่งขัน” หรือไม่
ตัวละครที่น่าสนใจอีกหนึ่งบริษัท คือ “หจก. นำพล อินเตอร์เทรด” ซึ่งค้นพบข้อมูลที่ยืนยันได้อย่างน้อย 3 โครงการ ว่าเป็นหนึ่งในเอกชนที่เข้าประกวดราคาแข่งกับ คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น
โครงการแรก คือ การก่อสร้างอาคารกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 14 จังหวัดตาก ราคากลาง 25,411,400 บาท / ราคาสุดท้ายที่เคาะ คือ 25,355,000 บาท ต่ำกว่าราคากลาง 54600 บาท
แต่ที่สำคัญ คือ โครงการนี้ สำนักข่าวอิศรา เปิดเผยว่า ผู้ที่เคาะราคามาเป็นอันดับที่ 2 คือ หจก.นำพล อินเตอร์เทรด เคาะราคาสุดท้าย ต่างกันเพียง 1900 บาท
อีกโครงการ คือ ก่อสร้างอาคาร กรมทหารราบที่ 14 ค่ายวชิรปราการ จ.ตาก .... ราคากลาง 8,160,100 บาท คอนเทมโพรารี ชนะด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียง 15000 บาท อีกเช่นกัน … โครงการนี้ มีผู้เข้ารับซอง 29 ราย …แต่เข้าแข่งขัน 3 รายเช่นเดิม มี บ.เอ็นเอส คอนสตรัคชั่น และอีกราย คือ “นำพล อินเตอร์เทรด” เช่นเดียวกัน .... ดังนั้น กลับไปคำถามเดิม คือ ส่วนต่าง ของผู้ชนะกับอันดับ 2 และ 3 ในราคา ที่ต่ำกว่าราคากลาง 15000 บาท ในโครงการราคา 8 ล้านกว่าบาท คือ เท่าไหร่ ??
นี่ยังไม่รวม ข้อมูลสำคัญที่ถูกเปิดเผยออกมาว่า หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น แจ้งที่ตั้งอยู่ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือ อีกนัยยะหนึ่ง คือ อยู่ในกองทัพภาคที่ 3 นั่นเอง .... ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงว่า “ทำได้หรือไม่” ที่จะไปจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยใช้บ้านพักของราชการ และมาประมูลงานในหน่วยราชการเดียวกันกับที่ หจก.แห่งนี้ตั้งอยู่
ทีมข่าวของเรา ไปสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รับคำยืนยันว่า ถ้าใครมาขอจดทะเบียนเปิดกิจการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็จดให้ ถ้ามีหลักฐานครบถ้วน ... แต่จดไปแล้ว ที่ตั้งของกิจการนั้น ไปอยู่ในหน่วยราชการ ก็ต้องไปถามหน่วยงานนั้นเอง ว่าทำได้หรือไม่
ดังนั้น การตั้ง หจก.ในค่ายทหาร ไม่ผิดกฎหมายกระทรวงพาณิชย์ แต่อาจจะ “ผิด ระเบียบของกระทรวงกลาโหม”
คำถาม คือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ในฐานะ “เจ้าบ้าน” ที่ถูกนำไปจดทะเบียนตั้ง หจก. ทราบ หรือไม่ ... ว่า บ้านพักของเขาเองในฐานะแม่ทัพ ถูกนำไปจดทะเบียนเป็นที่ตั้งของห้างหุ้นส่วนจำกัด
หรือ อาจถามใหม่ได้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ “พล.อ.ปรีชา” จะไม่ทราบเลยว่า บ้านพักของเขาเองในฐานะแม่ทัพ ถูกนำไปจดทะเบียนเป็นที่ตั้งของห้างหุ้นส่วนจำกัด .. ในข้อมูลที่ระบุว่า การจดทะเบียน เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2555
หลายคนอาจมองว่า “พล.อ.ปรีชา” ถูกเล่นงานแบบนี้ เพียงเพราะว่า นามสกุล “จันทร์โอชา” เป็นน้องชายของ “นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช.” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งก็อาจมองเช่นนั้นได้ในทางการเมือง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลย คือ ยิ่งใกล้ชิด ก็ยิ่งต้อง “เคลียร์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สถานการณ์การเมือง เขาสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้
ข้อสังเกตที่น่าสนใจ ... มีดังนี้
นี่เป็นข่าวที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เตรียมถูกเสนอให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” หลังการเลือกตั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ออกตัวรับประกันความบริสุทธิ์ให้น้องชาย ... พยายามย้ำว่า “เป็นคนละคนกัน” ซึ่งถ้ามองอย่างเป็นธรรม ข้อความนี้ของนายกรัฐมนตรี ถือว่า “ถูกต้อง” คือ จะเอาความผิดของน้อง(ยังไม่รู้ว่าผิดมั้ย) มาเชื่อมโยงเป็นความผิดของพี่ด้วยไม่ได้ ... แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับการจัดการข้าราชการรายอื่น ที่เพียงถูกกล่าวหาว่า “ทุจริต” ก็มีคำสั่ง ม.44 ให้พักงาน
อย่าลืมว่า จุดแข็งที่สุด ของรัฐบาลนี้ คือ วาทกรรม คำว่า ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ โกง ... เอื้อประโยชน์พวกพ้อง แถมร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยังเรียกว่า “รัฐธรรมนูญปราบโกง
ยังมีปริศนาสำคัญ(บางคนอาจรู้) ว่า ที่มาของข้อมูลที่ถูกเปิดเผยออกมาเกี่ยวกับการรับงานในกองทัพภาคที่ 3 โดยลูกชายพล.อ.ปรีชา... เอกสารต่างๆ มีจุดเริ่มต้น ถูกส่งออกมาจากใคร ?? …
คำให้สัมภาษณ์ของตัวละคร บุคคลสำคัญต่างๆในรัฐบาล เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ชวนให้น่าสงสัยว่า “ช่วยให้ดีขึ้น” หรือ พูดแล้ว “ช่วยให้แย่ลง”
ไม่ว่าจะอย่างไร ... เกี่ยว หรือไม่เกี่ยว .... ถึง หรือ ไม่ถึง พล.อ.ประยุทธ์ก็ตาม ... ก็เห็นได้ชัดว่า นี่เป็น ซุปปอร์ไต้ฝุ่น ที่สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาล คสช.อย่างหนักหน่วงที่สุด ตั้งแต่ยึดอำนาจมา
เพราะเมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มาที่คนในตระกูล “จันทร์โอชา” หอก ดาบ มีด ธนู กระสุน อาวุธทุกชนิดที่เคยพุ่งเข้าทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองในความแรงคูณสองด้วยซ้ำ
เชื่อเหลือเกินว่า ... หมากตานี้ ... อาจถึงขั้นต้องยอมเสียม้า เพื่อรักษาขุน