หากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ บริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ตัดสินใจประกาศเรียกคืนอุปกรณ์สมาร์ทโฟนรุ่น “กาแล็กซี โน๊ต 7” จำนวนกว่า 2 ล้าน 5 แสนเครื่อง ที่วางจำหน่ายใน 10 ประเทศทั่วโลก หลังมีลูกค้าร้องเรียนว่าโทรศัพท์ของพวกเขาระเบิด ในระหว่างที่ชาร์จ หรือหลังจากที่ชาร์จแบตเตอร์รีเสร็จ ซึ่งบริษัทให้เหตุผลว่าเป็นเพราะแบตเตอร์รีมีปัญหา
เฉพาะในเกาหลีใต้ มีลูกค้ากว่า 80% นำโทรศัพท์มาเปลี่ยน ตามประกาศของบริษัท ขณะที่ลูกค้าในยุโรปและอเมริกาเหนือมากกว่า 50% ก็ยอมนำเครื่องมาเปลี่ยนเช่นกัน
ข้อมูลวงในจากซัมซุง ชี้ให้เห็นว่า ลูกค้ามากกว่า 95% ที่นำโทรศัพท์มาเปลี่ยน ยังยืนยันจะใช้สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆของซัมซุงต่อไป ด้วยความภักดีในแบรนด์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กลับมองว่า การมาของ “กาแล็กซี โน๊ต 7” อาจเป็นจุดเปลี่ยนของซัมซุง ขณะที่ความเสียหายในครั้งนี้ก็มากเกินกว่าจะประเมินค่าได้
ประการแรก ซัมซุงต้องสูญเสียโอกาสในการโกยรายได้จากการจำหน่ายสินค้าดังกล่าว ซึ่งวางขายตัดหน้าคู่แข่งอย่างแอปเปิลที่กำลังจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างไอโฟน 7 ในเวลาไล่เลี่ยกัน
ประการที่สอง คือ กระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท ซึ่งประกาศตนว่าเหนือกว่าคู่แข่งตรงที่ ผลิตส่วนประกอบและอะไหล่ทั้งหมดเอง ไม่มีการจ้าง Outsource หรือประกอบโดยแรงงานราคาถูก เหมือนที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนค่ายอื่นๆ ทำกัน แต่ดูเหมือนว่า ปรากฎการณ์เรียกคืนสินค้าล็อตนี้ จะทำให้คำอวดอ้างเรื่องคุณภาพของซัมซุงอ่อนลงไปถนัดตา
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ใช้อีกจำนวนมากที่ตัดสินใจยังไม่เอาโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวไปคืน ซึ่งก็อาจจะกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บรรดาสายการบินคงคำสั่งห้ามใช้โทรศัพท์รุ่นดังกล่าวบนเครื่องบินต่อไป
แน่นอนว่า ปรากฎการณ์นี้ไม่มีวี่แววจะยุติง่ายๆ เพราะหลังจากที่บริษัทวางจำหน่ายสินค้าล็อตใหม่ได้ไม่นาน ก็มีลูกค้าร้องเรียนเข้ามาว่า ล็อตใหม่ยังมีปัญหาเหมือนสินค้าล็อตแรก ทั้งที่บริษัทยืนยันว่าได้ปรับปรุงคุณภาพสินค้าแล้ว
ที่ผ่านมา จะเห็นว่าซัมซุงค่อนข้างจะสงวนท่าทีต่อกรณีฉาวในครั้งนี้ แต่กระนั้น แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ซัมซุงตัดสินใจสั่งระงับการผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นที่มีปัญหาเป็นการชั่วคราว ต้องมาติดตามกันว่าการใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวของซัมซุง จะช่วยกู้ภาพลักษณ์ในระยะยาว และซื้อใจลูกค้าเก่าๆไว้ได้ต่อไปหรือไม่