การแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ในอัตราส่วน 30 ต่อ 30 ต่อ 30 ต่อ 10 หมายถึง ขุดสระน้ำ 30% ปลูกข้าว 30% ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพรอีก 30% ที่เหลืออีก 10% ให้ทำโรงเรือน ถนน และเลี้ยงสัตว์ คือส่วนหนึ่งของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฏีใหม่ ที่เป็นแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคิดขึ้นไว้เป็นแนวทางการดำรงชีวิตของประชาชน
“กินให้อิ่ม เหลือจึงขาย” เป็นหลักคิดง่ายๆ ของแนวคิดนี้ ที่เป็นการแก้ปมปัญหาลึกซึ้งของระบบทุนนิยม ที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำเหลือคณานับให้กับโลกใบนี้ และแม้แต่ในสังคมไทย
ความยากของเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงการทำความเข้าใจแนวความคิดให้เข้าใจถ่องแท้ แต่เป็นการนำแนวความคิดไปปฏิบัติให้สำเร็จ หลายคนจึงยังไม่กล้าที่จะเริ่มต้น แต่ไม่ใช่กับผู้หญิงคนนี้ คุณอนงค์ บุญจิต อาชีพ 46 ปี ชาวบ้าน บ้านซับรวงไทร ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ แห่งไร่ไออุ่น ที่ละทิ้งอาชีพพนักงานเย็บผ้า รายได้เดือนละหมื่นกว่าบาท หันมามุ่งทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เดินตามรอย “พ่อหลวง”
มะนาวลูกโตที่ครั้งหนึ่งเคยขายได้ถึงลูกละ 5 บาท แก้วมังกรพันธุ์ดี กล้วย สาลี่ พริก ขนุน ข้าวไรซ์เบอรี่ที่กำลังออกรวง แปลงผักสวนครัวนานาชนิด อีกทั้งยังมีไก่ดำ ไก่ไข่ 60 ตัว และการขุดบ่อเลี้ยงปลาดุก ที่เวลาฝนไม่ตกยังสามารถนำน้ำจากบ่อไปรดพืชผักอื่นๆ เป็นการจัดแบ่งพื้นที่ทำไร่นาสวนผสม ตามแบบอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ได้ผลเป็นอย่างดี ในพื้นที่ 5 ไร่ พื้นที่เริ่มต้นทำเกษตรผสมผสานของเธอ หลังจากตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะสุขภาพไม่ดี และอยากปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ไว้บริโภคเอง
พืชผักที่ปลูกนอกจากบริโภคแล้ว ยังมีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน หากมีจำนวนมากเหลือพอยังสามารถนำไปขายในตลาดของหมู่บ้านพร้อมกับไข่ไก่และปลา ทุกวันนี้คุณอนงค์มีรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทจากพื้นที่ 5 ไร่นี้ นอกนั้นยังมีรายได้จากการปลูกอ้อยอีก 20 ไร่ และมันสำปะหลังอีก 12 ไร่ ทั้งนี้นอกจากรายได้รายปีแล้ว ยังมีรายได้เก็บเป็นเงินออมอีกจำนวนหนึ่ง
ความสำเร็จของเธอวันนี้ ทำให้ไร่ของเธอกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนและเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นนำไปปฎิบัติตาม