ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม ช่วง กม.ที่ 1128 – 1138 ในพื้นที่ อ.นาโยง จ.ตรัง มักเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งชนเขาและขอบทางเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกใหม่ๆ และหลังหยุดตกไม่นาน จากการรวบรวมข้อมูลสถิติอุบัติเหตุในช่วงเส้นทางนี้ของ สภ.นาโยง พบว่าตั้งแต่เดือน ส.ค. 2557 – ก.ย. 2559 เกิดคดีความทั้งหมด 77 ครั้ง รวมเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4 ล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ รถกระบะ 50 คดี รถเก๋ง 19 คดี รถบรรทุก-พวง 5 คดี รถตู้ 2 คดี และรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ 1 คดี ซึ่งเป็นคดีเดียวที่มีผู้เสียชีวิต
จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แม้จะระบุตรงกันว่าเส้นทางนี้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเฉพาะเวลาฝนตก แต่ด้วยลักษณะภูมิอากาศในพื้นที่ภาคใต้ ที่ฝนตกบ่อยครั้งจนได้รับการขนานนามว่า ฝน 8 แดด 4 เส้นทางสายนี้โดยเฉพาะช่วงเขาพับผ้า จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัคระวัง ไม่เฉพาะการขับขี่อย่างมีสติเท่านั้น แต่รวมไปถึงปฏิบัติตามป้ายแนะนำ และการใช้ความเร็วตามที่กำหนด
ระหว่างทีมนิวมีเดีย PPTV ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของถนนสายนี้ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักจนทีมงานต้องพักหลบฝนบริเวณจุดพักรถ ไม่นานถ้อยคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ก็เป็นจริง เนื่องจากเกิดเหตุรถกระบะมุ่งหน้าสู่ จ.พัทลุง เสียหลักพุ่งชนแบริเออร์กลางถนน ระหว่างโค้งขึ้นเขาช่วง กม.ที่ 1129+800 ทำให้รถหมุนกระเด็นไปหยุดนิ่งอยู่กึ่งกลางเลนถนน บริเวณกันชนหน้าได้รับความเสียหาย และน้ำมันเกียร์หยดราดถนนซึมเป็นทางยาว เคสนี้แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นเส้นทางในช่วง 10 กม. นี้อันตรายจริงๆ
“เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุลุงกำลังขับรถเข้าโค้งขึ้นเขา แต่ช่วงนั้นฝนตกและมีน้ำไหลลงมาตามทาง ทำให้รถเสียหลักไถลพุ่งชนกับกำแพงปูนเกาะกลาง รถหมุนและไปหยุดอยู่กลางถนน” ผู้ประสบเหตุเล่าย้อนเหตุการณ์ให้ทีมงานฟัง
คำบอกเล่าข้างต้น ตรงกับถ้อยคำของ ร.ต.อ.ปรีชา ศรีเมือง รองหัวหน้างานจราจร สภ.นาโยง ที่บอกว่าในช่วงฝนตกถนนเปียกมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับรถกระบะ จากการสอบถามผู้ขับขี่หลายรายระบุตรงกันว่า เมื่อขับขี่มาถึงจุดเกิดเหตุรถมักจะเสียการควบคุมลื่นไถลตกข้างทาง หรือไม่ก็ชนกับแบริเออร์เกาะกลางถนน สาเหตุสำคัญไม่เพียงเกิดจากสภาพถนน ที่เป็นทางโค้งขึ้นลงเขาลาดชัน และฝนที่ทำให้ถนนลื่นกว่าปกติเท่านั้น แต่จากการสอบสวนพบว่าการใช้ความเร็ว คือปัจจัยหลักที่เพิ่มโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งหากผู้ขับขี่ใช้ความเร็วสูงเท่าไหร่ การบาดเจ็บหรือความสูญเสียก็จะรุนแรงมากเท่านั้น
“แม้สัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุกว่า 80% จะเกิดขึ้นรถกระบะ แต่เคสที่มีผู้เสียชีวิตเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถบิ๊กไบค์ มุ่งหน้าสู่ภูเก็ตด้วยความเร็วสูง ทำให้รถแหกโค้งลงข้างทาง ตัวผู้ประสบเหตุตกลงไปในเหวเสียชีวิต”
แต่ละวันถนนตรัง-พัทลุง เส้นนี้มีรถสัญจรผ่านมากถึง 18,000 คัน ในวันที่เกิดฝนตกมักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง การเกิดอุบัติเหตุของถนนสายนี้ จึงสูงเกินว่ามาตรฐานปกติ เพราะถนนทั่วไปค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเดือนละ 5-10 ครั้ง
สมัคร เลือดวงหัด ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงตรัง ระบุว่าตามวิศวกรรมจราจรถนนช่วงเขาพับผ้า ถูกจัดอยู่ในถนนประเภททางเขาลาดชัน ผู้ขับขี่จึงต้องใช้ความระมัคระวังในการขับขี่ รวมไปถึงใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง ความเร็วที่กำหนดในช่วงนี้คือ 50 กม./ชม. แต่จากการเก็บข้อมูลพบว่ารถส่วนใหญ่ ใช้ความเร็วอยู่ที่ประมาณ 60-70 กม./ชม. ส่งผลให้จุดนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเพิ่มการติดตั้งป้ายเตือน ป้ายกำกับความเร็ว และการเพิ่มความฝืดพื้นผิวถนน รวมไปถึงการทำรับเบอร์สติ๊กเตือนให้ชะลอความเร็วแล้วก็ตาม
“ก่อนหน้านี้ถนนเส้นนี้มีเพียง 2 เลน แต่ได้ปรับปรุงขยายเป็น 4 เลน เสร็จสิ้นในปี 2557 เมื่อช่องจราจรเพิ่มขึ้นและถนนดีขึ้น ผู้ขับขี่มักคิดว่าสามารถใช้ความเร็วได้มากขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดทางภูมิประเทศทำให้ถนน มีทั้งโค้งที่เป็นทางราบและทางขึ้นเขาลาดชัน ทำให้ผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วไม่เหมาะสม มักเกิดอุบัติเหตุรถเสียหลัก”
ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงตรัง บอกว่าสำหรับแนวทางแก้ไขจุดบอด และเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นนั้น ในด้านของเจ้าหน้าที่จะทำการเพิ่มความหนืดของผิวถนน เพิ่มป้ายเตือนและไฟส่องสว่าง โดยเฉพาะช่วง กม. 1129 ขณะเดียวกันในด้านของผู้ใช้รถใช้ถนน ก็จำเป็นต้องใช้ความเร็วตามที่กำหนดด้วยเช่นกัน จึงจะสามารถลดอุบัติเหตุและความสูญเสียลงได้
สุบิน แก้วนำ คนขับรถตู้รับจ้างเส้นทางภาคใต้ ผู้ชำนาญเส้นทางแนะนำว่าสำหรับผู้ขับขี่ ที่ไม่คุ้นชินเส้นทางจำเป็นต้องปฏิบัติตามป้ายแนะนำ และใช้ความเร็วตามที่เจ้าหน้าที่ระบุ เนื่องจากทางเส้นทางภูเขาในภาคใต้ ส่วนใหญ่ก็เป็นลักษณะเดียวกันกับถนนเส้นนี้ หากไม่ชำนาญเส้นทางและมีรู้เทคนิคการขับขี่ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง