ในช่วงฤดูหนาวของทุกปีมักพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรค เจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น เชื้อโรคจะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วย และติดต่อผ่านทางการไอ จาม หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งข้างต้นโดยตรง ซึ่งการไอและจามเพียงครั้งเดียวนั้น แพร่กระจายเชื้อโรคไปได้ไกลถึง 3 ฟุตเลยทีเดียว
นพ.ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล รองโฆษกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า จากสำรวจพฤติกรรมการสวมหน้ากากอนามัย เมื่อเป็นหวัด ของกลุ่มประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 512 คน ช่วงเดือนตุลาคม 2559 พบว่า มีกลุ่มตัวอย่างสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อเป็นหวัดเพียง ร้อยละ 19 อีก ร้อยละ 74 สวมบ้างไม่สวมบ้าง และที่เหลือ ร้อยละ 7 ไม่เคยสวมเลย
“จากข้อมูลองค์การอนามัยโลกพบว่า การสวมหน้ากากอนามัยสามารถลดการแพร่กระจาย ละอองน้ำมูก หรือน้ำลายที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนได้ถึง ร้อยละ 80 หน้ากากอนามัยจะทำหน้าที่ดักจับละอองที่มีเชื้อโรค โดยเฉพาะไวรัส เอาไว้ในตัวหน้ากากอนามัย ไม่ให้แพร่ออกสู่ภายนอก และเมื่อละอองนั้นแห้งลง เชื้อไวรัสจะตายไปเอง ดังนั้น ประชาชนทุกวัยที่ป่วยเป็นไข้หวัดทุกชนิด รวมทั้งโรคทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น วัณโรค”
สำหรับหน้ากากอนามัยที่ใช้กันทั่วไปมี 2 ชนิด มีทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ คือ 1. ชนิดเยื่อกระดาษ 3 ชั้น ทำจากวัสดุเส้นใยสังเคราะห์นำมาเย็บทบซ้อนกัน 3 ชั้น ชั้นนอกสุดมีสีเขียว การสวมที่ถูกต้องจะต้องเอาด้านสีขาวไว้ด้านใน ด้านสีเขียวไว้ด้านนอกเสมอ ควรเปลี่ยนวันละครั้งเพราะจะมีการสะสมของเชื้อโรค หลังใช้แล้วให้ทิ้งในถังที่มีฝาปิดมิดชิด และ 2. หน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้า สามารถซักด้วยน้ำและผงซักฟอกทั่วไป ผึ่งแดด และนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีก หากชำรุดหรือเปรอะเปื้อนควรเปลี่ยนใช้อันใหม่