เสถียรภาพของสหภาพยุโรปถึงคราวสั่นคลอนอีกครั้ง หลังจากชาวอิตาลีลงประชามติไม่รับอำนาจพิเศษของรัฐบาลกลางตามข้อเสนอของนายมัตติโอ เรนซี่ นายกรัฐมนตรีอิตาลี ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการทาบทามให้เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของสหภาพยุโรปแทน นายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
แต่เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผลการทำประชามติ เรนซี่ ก็ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่มีนโยบายต่อต้านอียูอย่าง Five Star Movement อาจจะชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป และก้าวขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยหัวหน้าพรรคดังกล่าวเคยประกาศว่าจะจัดให้มีการทำประชามติว่าอิตาลีจะอยู่กับอียูหรือไม่
ที่น่าเป็นห่วงกว่าการทำประชามติเบร็กซิต คือ อิตาลีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหภาพยุโรป และเป็นสมาชิกสำคัญทั้งในด้านการเมือง และภูมิศาสตร์
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาในปีนี้ ผลการทำประชามติอิตาลีที่ออกมาก็คงไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายนัก เนื่องจากยุโรปในขณะนี้ประชาชนกำลังรู้สึกไม่พอใจต่อแนวคิดโลกาภิวัฒน์ ซึ่งกลุ่มการเมืองที่คัดค้านแนวคิดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มขวาจัด ต่างก็พยายามจับเอากระแสนี้ มาเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
ทนง ขันทอง นักวิเคราะข่าวต่างประเทศอันดับต้นๆ ของไทยอธิบายว่ากระแสขวาจัดพร้อมแนวคิดชาตินิยมกำลังพัดผ่านทวีปยุโรป และท้าทายค่านิยมที่เป็นเหมือนเสาหลักของสหภาพยุโรป
กระบวนการโลกาภิวัฒน์เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทั่วโลกมานับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่เน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องยึดหลักการ การค้าเสรี สิทธิมนุษยชน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
แต่ความเปลี่ยนแปลงในปีนี้ โดยเฉพาะการทำประชามติเบร็กซิต และชัยชนะในการเลือกตั้งปรธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสัญญาณว่าประเทศมหาอำนาจและประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศอาจจะไม่ดำเนินนโยบายเหมือนอย่างเคยอีกต่อไป
ทีมข่าวต่างประเทศ พีพีทีวี รายงาน