วันนี้ (9 ธ.ค. 59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงมากขึ้น ที่บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด จะส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน ให้ ขสมก.ไม่ทันตามกำหนด เนื่องจากตอนนี้ รถเมล์
เอ็นจีวี ยังถูกอายัดไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อตรวจสอบที่มาของรถที่แท้จริง หลังก่อนหน้านี้ บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป ยื่นสำแดงที่มาของรถ ว่าเป็นสินค้านำเข้าจากมาเลเซีย พร้อมมีเอกสาร Form D ระบุว่ารถเมล์ทั้งหมดเข้าข่ายได้รับการลดหย่อนภาษีนำเข้า 40% ตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน
แต่จากการตรวจสอบของกรมศุลกากรพบว่ารถเมล์ทั้งหมดถูกขนจากจีน ไปที่มาเลเซียก่อนขนย้ายต่อมาที่ประเทศไทย โดยที่น้ำหนักของสินค้าเท่าเดิม หรือหมายความว่าอาจไม่ได้มีการเพิ่มเติมอะไหล่ใดๆที่มาเลเซีย จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การนำเข้ารถเมล์ไปที่มาเลเซียก่อนขนส่งมาที่ไทยทำเพื่อเหตุใด นี่เป็นสิ่งที่ บริษัท
เบสท์ริน กรุ๊ป จะต้องชี้แจงกับกรมศุลกากร และ ขสมก.ในฐานะคู่สัญญา เนื่องจากการไม่สามารถส่งมอบรถเมล์ทั้งหมดให้กับ ขสมก.ทันตามกำหนด อาจเข้าข่ายทำผิดสัญญา และอาจเป็นเงื่อนไขให้ ขสมก.ยกเลิกสัญญาได้
ขณะที่ นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ให้สัมภาษณ์กับพีพีทีวี ว่าแม้การส่งมอบรถเมล์ให้ ขสมก.ไม่ทันตามกำหนด อาจเข้าข่ายการยกเลิกสัญญา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดำเนินการได้ทันที เพราะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการบริหารสัญญา ซึ่งตามปกติ จะต้องพูดคุยร่วมกับบริษัทคู่สัญญาว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร โดยอาจให้ส่งแผนสำรองมาดำเนินการว่า หากส่งรถตามกำหนดไม่ทัน จะดำเนินการอย่างไร และหากยังดำเนินการไม่ได้ตามแผนสำรอง ก็อาจต้องดำเนินการยกเลิกสัญญาตามขั้นตอนต่อไป แต่ในระหว่างนั้นเบสท์รินจะต้องเสียค่าปรับตามกำหนด คือวันละ 17,000 บาทต่อคัน