ปี 2015 ทั่วโลกต้องหวาดผวากับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1 หมื่นคน ในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก ปีนี้ ทั่วโลกก็ยังต้องเผชิญกับภัยร้ายอย่างไวรัสซิกา ซึ่งอาการของโรคโดยรวม คล้ายกับกลุ่มโรคไข้เลือดออก และมียุงลายเป็นพาหะเหมือนกัน เพียงแต่ไม่รุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต
เชื้อไวรัสซิกาถูกพบในคนเป็นครั้งแรกในปี 1968 ก่อนจะกลับมาแพร่ระบาดหนักอีกครั้งในประเทศแถบลาตินอเมริกา และแคริบเบียน เมื่อปลายปีที่แล้ว และระบาดเรื่อยมาจนถึงปีนี้ โดยเฉพาะบราซิล ซึ่งปีนี้ได้เป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน แต่กลับพบการระบาดอย่างรุนแรงจนทางการต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน
สถานการณ์ในขณะนั้น ทำให้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ตัดสินใจประกาศให้การระบาดของเชื้อไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้นานาชาติยกระดับการเฝ้าระวัง และเร่งมือพัฒนาวัคซีน หลังพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า เชื้อสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ทำให้เด็กที่เกิดมามีอาการผิดปกติ เช่น พิการทางสมอง และศีรษะเล็กลีบ ได้
แม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มตื่นตัว และหามาตรการป้องกันการแพร่ระบาด แต่เชื้อไวรัสซิกาก็แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆนอกภูมิภาคอย่างรวดเร็ว ผ่านการสัมผัส ติดต่อ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อที่เดินทางกลับจากพื้นที่ระบาด ซ้ำร้าย หลายประเทศยังพบการแพร่ระบาดในประเทศ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากนักเดินทาง แต่เป็นยุงที่อยู่ในท้องถิ่น
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไวรัสซิกายังไม่ถือเป็นโรคที่น่ากลัว จนกระทั่งมีการตรวจพบการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในประเทศสิงคโปร์ โดยในช่วงสัปดาห์แรก ยอดผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งสูงถึงกว่า 200 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีหญิงตั้งครรภ์รวมอยู่ด้วย ส่วนประเทศไทย พบการติดเชื้อในวงกว้างเช่นกัน และพบทารกศีรษะเล็กลีบจากการติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 2 คน ซึ่งอธิบดีกรมควบคุมโรคเชื่อว่า ปีหน้า ไทยก็ยังมีโอกาสพบผู้ติดเชื้อในประเทศได้ตลอดทั้งปี แม้ว่าจะไม่มีการแพร่ระบาดแล้วก็ตาม
ล่าสุด แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะยังไม่เสถียร แต่องค์การอนามัยโลก ได้ออกมาประกาศแล้วว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกา ไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ก็ยังถือเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขระยะยาวที่น่าวิตก โดยมีสถานะเดียวกับไข้เลือดออก และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาเฉพาะ