กรมศิลปากร ให้ข้อมูลว่า พระเมรุมาศครั้งนี้มีขนาดกว้างด้านละ 60 เมตร สูง 50 เมตร 49 เซนติเมตร เป็นพระเมรุมาศที่มีขนาดใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และสะท้อนคติความเชื่อว่าเปรียบดัง “เขาพระสุเมรุ” ซึ่งเป็นเขาที่อยู่ใจกลางผังภูมิจักรวาล และเป็นที่อยู่ของเทวดาในเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ ส่วนพระมหากษัตริย์ทรงเปรียบดังสมมติเทพที่จุติลงมายังโลกมนุษย์ เมื่อเสด็จสวรรคตแล้วจะเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์
องค์ประกอบของพระเมรุมาศประกอบด้วยบันไดทั้งสี่ด้าน ฐานยกพื้นสามชั้น มุมทั้งสี่ประกอบด้วย “ซ่างทรงบุษบก” ชั้นเชิงกลอนห้าชั้น สำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม
ถัดมาเป็น “ซุ้มทรงบุษบก” สำหรับเก็บเครื่องพระโกศ และข้าวของต่างๆ ที่ใช้ในงานพระเมรุมาศ ทั้งหมดเป็นสัญลักษณ์สื่อถึง เขาสัตตบริภัณฑ์ที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ ตามตำนานพระพุทธศาสนา
ใจกลางพระเมรุมาศมีฉัตร 9 ชั้น คลุมพระจิตกาธาน หรือ เชิงตะกอน ด้านทั้งสี่มี “ฉากบังเพลิง” ซึ่งจะมีการเขียนภาพจิตรกรรมลงไป
ถัดไปเป็นเป็นชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ส่วนยอดพระเมรุมาศประดับฉัตร 9 ชั้น หรือ นพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งเป็นฉัตรสูงสุดสำหรับพระมหากษัตริย์
รวมเครื่องยอดทั้งหมด 9 ยอด สื่อถึง ในหลวงรัชกาลที่ 9 และตามคติความเชื่อว่าพระนารายณ์อวตารมี 10 ปาง โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นปางที่ 9 ที่เรียกว่า พุทธอวตาร
สิ่งสุดท้ายที่อยู่ใจกลางพระเมรุมาศคือ “พระโกศจันทน์” เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติแก่พระบรมศพที่ตั้งไว้เหนือพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ เป็นโกศรูปทรงแปดเหลี่ยมทำจากไม้จันทน์แปรรูปและฉลุลวดลายไทยอย่างงดงาม
ทั้งนี้การก่อสร้างพระเมรุมาศพร้อมอาคารประกอบทั้งหมด คณะกรรมการจัดสร้างพระเมรุมาศ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 60