ปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลต่อทิศทางโลกในปี 2016 คือ การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำที่ได้ชื่อว่าสร้างความแตกแยกในสังคมอเมริกัน ตั้งแต่ยังไม่ย่างกรายเข้าทำเนียบขาว
เบธ แอนน์ โบวีโน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความแน่ชัดว่า ทรัมป์จะนำพาสหรัฐฯไปในทิศทางใด เพราะต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่ทรัมป์สัญญาไว้ในช่วงหาเสียง ยังไม่ใช่นโยบายจริง และยังต้องรอได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและรัสเซีย ซึ่งมีแนวโน้มจะดีขึ้น ภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่สองผู้นำต้องหาจุดยืนร่วมกัน โดยเฉพาะสงครามกลางเมืองซีเรีย ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศยังให้การสนับสนุนผู้เล่นต่างฝ่ายกัน
ขณะที่ เศรษฐกิจโลก ในปี 2017 ก็ถูกจับตามองเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะจะเป็นปีที่สหราชอาณาจักรเริ่มกระบวนการแยกตัวจากสหภาพยุโรป โดยนายกรัฐมนตรีเทเรซ่า เมย์ ของอังกฤษ ได้กำหนดเส้นตาย เริ่มเจรจาการค้ากับอียู ภายในเดือน มี.ค. นี้ และคาดว่าการเจรจาจะกินเวลานานกว่า 2 ปี
ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในชาติตะวันตก หลายฝ่ายมองว่าเพชรเม็ดงามของปี 2017 น่าจะเป็นประเทศอินเดีย ซึ่งอัตราการเติบโตเศรษฐกิจแซงหน้าประเทศไหนๆในโลก ไม่เว้นแม้แต่จีน
ส่วนประเทศที่เป็นเสมือนพี่ใหญ่และเสาหลักของอียูอย่างเยอรมนี ซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปลายปี คาดกันว่าจะเป็นศึกหนักอีกครั้งหนึ่งของนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล หลังรัฐบาลของเธอ ชูนโยบายเปิดรับผู้อพยพชาวซีเรีย จนเจอกระแสต่อต้านและทำให้พรรคขวาจัดเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
ต้องมาลุ้นกันว่า ปี 2017 จะมีเหตุก่อการร้ายใหญ่ๆ หรือเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพเกิดขึ้นในเยอรมนีหรือไม่ เพราะนั่นอาจเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ประชาชนเลือกเทคะแนนให้พรรคทางเลือกก็เป็นได้
ข้ามมาที่ฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งกำลังเตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านจากปีลิง เข้าสู่ปีไก่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งรุ่งอรุณ และการตื่นขึ้นจากการหลับใหล บรรดาหมอดูและนักโหราศาสตร์จีน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ดีของหลายๆประเทศ แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้ อาจต้องเหนื่อยมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจีน ยุโรป และสหรัฐ ที่คาดว่ายังมีอุปสรรคด้านเศรษฐกิจรออยู่อีกมาก