หลายประเทศกำลังให้ความสนใจเป็นจริงเป็นจังกับแนวคิด “รายได้พื้นฐาน” หรือ Universal Basic Income (UBI) ที่รัฐจะจ่ายเงินได้ให้ประชาชนทุกคนในแต่ละเดือนแทนระบบสวัสดิการแบบเดิม ซึ่งล่าสุดทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ประเทศฟินแลนด์ เพราะถือเป็นประเทศแรกที่เริ่มทดลองโครงการ UBI ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา โดยผู้ที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวต่างหวังว่า หากโครงการนำร่องของฟินแลนด์ประสบความสำเร็จด้วยดี ก็อาจจะเป็นการเปิดศักราชสู่ยุคของการแจกเงินฟรีให้ประชาชนเลยก็ได้
แนวคิด “รายได้พื้นฐาน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมานานกว่า 200 ปีแล้ว โดยในช่วงปลายทศวรรษ 1790 โธมัส เพน นักปฏิวัติเสรีประชาธิปไตยและรัฐบุรุษคนสำคัญของสหรัฐฯ เสนอให้จ่ายเงินรายปีให้ประชาชนทุกคนแทนสิทธิในการถือครองที่ดินส่วนบุคคล ขณะที่นักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็พูดถึงเรื่องนี้กันมาตลอดในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
แต่เพิ่งจะมาในระยะหลังนี้เอง ที่ประเทศและเมืองต่างๆ เริ่มมีการพิจารณาและทดลองใช้แนวคิดดังกล่าวอย่างจริงจัง ไม่เพียงแต่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สกอตแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ หรือแคนาดา เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอย่าง เคนยา ยูกันดา และอินเดีย ด้วย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้ได้รับความสนใจอีกครั้ง ส่วนหนึ่งมาจาก ค่าจ้างที่แทบจะไม่ขยับ สัดส่วนรายได้รวมของลูกจ้างเมื่อเทียบกับรายได้ของบริษัทที่น้อยลง และความวิตกกังวลว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่แรงงานคน ขณะที่รัฐบาลเองก็มีภาระค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนระบบสวัสดิการที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น
แนวคิด “รายได้พื้นฐาน” ถูกมองว่าจะสามารถแก้ปัญหาในจุดนี้ได้ โดยสำนักงานประกันสังคมแห่งชาติของฟินแลนด์ ระบุว่าโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน และลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในระยะยาว
ขณะที่ นายอัลเบิร์ต เวงเกอร์ ผู้เขียนหนังสือ World After Capital ระบุว่า นอกจากประชาชนจะไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถเอาเวลาไปทำสิ่งที่ชอบ ทำงานที่เทคโนโลยีไม่สามารถทำได้ หรืองานที่ยังขาดบุคลากร ซึ่งจะเป็นการใช้เวลาและทรัพยากรได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากกว่า
ด้าน นิตยสาร Economist ระบุว่า งานวิจัยเกี่ยวกับรายได้พื้นฐานที่เป็นที่ยอมรับที่ถือว่าเป็นที่ยอมรับมากที่สุดชิ้นหนึ่งมาจากเมืองเล็กๆ ในแคนาดา โดยในช่วงปี 1974 ถึง 1979 รัฐบาลแคนาดาได้ทดลองใช้ระบบประกันรายได้ประจำปีในรัฐแมนิโทบา ผลลัพธ์ก็คือ ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่ต่างลืมตาอ้าปากพ้นเส้นความยากจนได้ คนที่มีงานประจำอยู่แล้วก็ไม่ลาออก ขณะที่ความรู้สึกกังวลที่ลดลง ยังช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและวางแผนอนาคตได้
ฟังดูเหมือนจะมีแต่ข้อดี แต่อีกด้านหนึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อย ที่เป็นห่วงว่าแนวคิดนี้อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมได้ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นแนวคิดที่ไม่มีทางทำได้จริง
ทีมข่าวต่างประเทศ PPTV รายงาน