นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏตัวในฐานะผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ จนชนะการเลือกตั้ง หรือแม้แต่ถึงตอนนี้ ประชาชนชาวอเมริกันยังไม่สามารถเชื่ออะไรได้แน่นอนว่า ท้ายที่สุด ทรัมป์ จะมีท่าทีและนโยบายการบริหารประเทศไปในทิศทางใด
เพราะในช่วงหาเสียง ทรัมป์ ได้ให้สัญญากับชาวอเมริกันไว้มากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่หากไม่สุดโต่งก็ทำให้เกิดความสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศว่าจะยกเลิกโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาลโอบามา หรือจะให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ไปจนถึงที่บอกว่าจะตั้งอัยการพิเศษสอบสวนคดีอีเมลฉาวของนาง ฮิลลารี คลินตัน
แต่กลายเป็นว่า ในช่วงเวลาสองเดือนกว่าหลังจากที่ได้รับเลือกเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ทรัมป์ ได้กลับคำพูดในสิ่งที่ตนเคยประกาศไว้หลายเรื่อง และมีท่าทีที่อ่อนลงจากช่วงหาเสียงอย่างชัดเจน เรื่องอีเมลของนางคลินตันก็เปลี่ยนใจไม่ตามสอบ ส่วนโอบามาแคร์ก็กลับลำว่าอาจจะคงหลักการบางส่วนไว้ ขณะเดียวกันก็ยอมรับเรื่องภาวะโลกร้อน และบอกว่าพร้อมเปิดรับข้อตกลงปารีส
ท่าทีที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ดร. สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า มองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการเป็นผู้สมัครเลือกตั้ง กับการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ มีความแตกต่างกัน
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ จุดประสงค์ เพราะ ในฐานะผู้สมัคร จะต้อง “แข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ” ในขณะที่การเป็นประธานาธิบดี มีเป้าหมายในการ “รักษาอำนาจ”
ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นผู้สมัครในการเลือกตั้งขั้นต้น ที่สมาชิกพรรคต้องแข่งขันกันเองก่อน ทรัมป์ ก็มีบุคลิกไม่เหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ เพราะเป็นนักธุรกิจที่ผันตัวมาเล่นการเมือง แถมยังมีฝีปากที่ไม่ธรรมดา
แต่ในฐานะประมุขของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ การวางตัวให้น่าเชื่อถือ ให้สมกับความรับผิดชอบที่มี จึงเป็นสิ่งที่จะละเลยไม่ได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดี ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบในฐานะผู้นำประเทศที่มีความสำคัญยิ่งของโลก น่าสนใจมากที่รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับจริยธรรมแนวทางที่ประธานาธิบดีพึงประพฤติ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงมาตลอดในกรณีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทั้งนักการเมืองร่วมพรรคหรือฝ่ายตรงข้ามต่างมองว่าจะเป็นจุดอ่อนที่น่าเป็นห่วงที่สุด
หากถามว่าหลังจากสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ท่าทีของ ทรัมป์ จะเปลี่ยนไปไหม ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า “เปลี่ยนแน่” โดย ทรัมป์ คงจะปล่อยให้ตัวเองพูดตามอารมณ์เช่นแต่ก่อนไม่ได้แล้ว แต่จากที่ ทรัมป์ เป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง จึงคาดเดาได้ยากว่า เขาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน จากผู้สมัครที่หักปากกาเซียนทุกสำนักมาแล้ว จนได้ก้าวมาเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกคนหนึ่ง
ทีมข่าวต่างประเทศ พีพีทีวี รายงาน