นับตั้งแต่การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างหนัก จากสื่อมวลชนในสหรัฐฯ แทบทุกสำนัก โดยเฉพาะเรื่องของจำนวนผู้คนที่เข้าร่วมในพิธีสาบานตน ซึ่งบรรดาสื่อต่างรายงานว่ามีน้อยมาก เมื่อเทียบกับการสาบานตนของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เมื่อ 4 ปีก่อน
ทั้งนี้ทรัมป์ก็ออกมาปกป้องตัวเองว่าในวันสาบานตนมีคนเข้าร่วมราว 1.5 ล้านคน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมสื่อมวลชนถึงพยายามเล่นข่าวนี้ พร้อมกับต่อว่าสื่อว่าเป็นมนุษย์ที่ลำเอียงที่สุดในโลก
ส่วนการชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา ทรัมป์ก็ตอบโต้ผ่านทางทวิตเตอร์เช่นกัน โดยบอกว่า ถ้าคนพวกนี้ไม่ชอบเขา ทำไมถึงไม่ออกมาลงคะแนนเสียงให้นางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะกลับลำโพสต์ข้อความว่า การชุมนุมประท้วง ถือเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย
ด้านนายรินซ์ พรีบัส หัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า พวกสื่อถูกครอบงำด้วยความคิดที่ว่าทรัมป์ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีด้วยความไม่ชอบธรรม ซึ่งตัวเขาจะไม่ยอมทนกับคำกล่าวหาเหล่านี้ และพร้อมที่จะตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
“ทรัมป์” ลั่นเตรียมทบทวนข้อตกลง “นาฟต้า” กับเม็กซิโก-แคนาดา
ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ประกาศว่า ตนวางแผนจะหารือกับผู้นำเม็กซิโกและแคนาดา และเตรียมเริ่มทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ นาฟต้า (NAFTA) กับเม็กซิโกและแคนาดาใหม่ บนพื้นฐานว่าจะต้องรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ทรัมป์ยังจะหารือกับ 2 ประเทศเพื่อนบ้าน ในประเด็นการมาตรการคุมเข้มความปลอดภัยบริเวณชายแดนและการอพยพเข้าเมืองด้วย
ขณะเดียวกันทำเนียบนายกรัฐมนตรีอิสราเอลแถลงว่านายเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ตอบรับคำเชิญของทรัมป์ ในการเดินทางเยือนทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ในเดือน ก.พ. นี้ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และปรับวิสัยทัศน์ในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ล่ารายชื่อเรียกร้อง "ทรัมป์" เปิดเผยข้อมูลภาษี ทะลุเป้า
ขณะที่ความพยายามในการล่ารายชื่อเพื่อยื่นคำร้องต่อทำเนียบขาว ขอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยข้อมูลการยื่นขอคืนภาษีของตนเอง ล่าสุดมีคนมาร่วมลงชื่อแล้วกว่า 237,000 รายชื่อ ทะลุเป้า 140,000 รายชื่อ ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดให้ทำเนียบขาวต้องออกมาชี้แจงในประเด็นคำร้องนั้นๆ อย่างไรก็ตามที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์ออกมายืนยันแล้วว่าผู้นำสหรัฐฯ จะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชน