นายสาระ ล่ำซำ ประธานสภาธุรกิจประกันภัย ระบุว่า สัดส่วนฐานธุรกิจประกันชีวิตในไทยมีอยู่เพียง 3.8 % ของจีดีพี ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีสัดส่วน 5-7 %ของจีดีพี ขณะที่ช่องทางการเข้าถึงธุรกิจประกันชีวิตก็มีมากขึ้น รวมถึงกระแสรักสุขภาพ เป็นปัจจัยบวกที่ทำให้คาดการณ์ว่าธุรกิจประกันชีวิตยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในไทยเติบโตมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เมืองไทยประกันชีวิต ตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันชีวิตยังคงต้องมีการปรับตัว และปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นทุกเพศ ทุกวัย โดยการยึดลูกค้าเป็นศุนย์กลาง เช่น กรมธรรม์ด้านสุขภาพที่ต้องคลอบคลุมโรคร้ายแรงต่างๆ รวมถึงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเสนอขายกรมธรรม์และง่ายต่อการตอบรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต แต่สิ่งสำคัญต้องควบคุมดูแล การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยลูกค้าจะต้องได้รับความปลอดภัยมากที่สุด