วันนี้ (30 ม.ค. 60) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัว ย้ำจุดยืนว่า คำสั่งห้ามพลเมืองจาก 7 ชาติมุสลิมเข้าสหรัฐฯ ไม่ใช่การแบนมุสลิม และเป็นวิธีการที่สมควรแล้ว โดยบอกว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องมีมาตรการคัดกรองคนเข้าประเทศที่เข้มแข็ง จนกว่าจะมีมาตรการดูแลความมั่นคงที่เชื่อถือได้
ในส่วนของการประท้วงเฉพาะในสหรัฐฯ เอง ก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 แล้ว โดยผู้ประท้วงไปชุมนุมกันตามสถานที่ต่างๆ ทั้งที่หน้าทำเนียบขาว และตามสนามบินในหลายเมือง โดยเฉพาะที่นครนิวยอร์ก ซึ่งมีรายงานพลเมืองต่างชาติถูกกักตัวไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนที่สนามบินบางแห่ง ก็มีทนายความไปรอให้ความช่วยเหลือทางด้านกฏหมายแก่ผู้ที่ถูกกักตัวด้วย เบื้องต้น มีอัยการจากอย่างน้อย 16 มลรัฐ ที่ออกมาบอกว่า คำสั่งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกันก็เกิดความสับสนเกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวของทรัมป์ ซึ่งไม่บอกให้ชัดเจนว่า สำหรับชาวมุสลิมที่ถือใบอนุญาตให้พักอยู่ในสหรัฐฯ อย่างถาวร หรือ Green Card จะสามารถเข้าเมืองได้หรือไม่ จนกระทั่งรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิตัดสินใจประกาศ อนุญาตให้ผู้ที่ถือ Green Card สามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ แม้จะถือสัญชาติของประเทศที่ถูกห้ามก็ตาม
ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดา วันนี้ก็มีความเคลื่อนไหวมากขึ้น หลังจากที่เมื่อวานนี้นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีของแคนาดา ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ว่าแคนาดายินดีรับผู้ลี้ภัยจากทุกๆ ประเทศ โดยล่าสุดกระทรวงการเข้าเมืองของแคนาดาออกมาประกาศเสนอที่จะะออกใบอนุญาตพักอาศัยชั่วคราวให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่ติดค้างอยู่ตามสนามบิน เนื่องมาจากคำสั่งของทรัมป์
เช่นเดียวกับบรรดานักธุรกิจชั้นนำ อาทิ ซีอีโอของ Airbnb สตาร์ทอัพห้องพักชื่อดัง ซึ่งมีระบบห้องพักกว่า 3 ล้านแห่ง ในหลายเมือง ที่ออกมาประกาศหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับผู้ลี้ภัย ชาวมุสลิม หรือใครก็ตามที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ที่ออกมาแสดงจุดยืนอยู่ข้างผู้อพยพ โดยบอกว่า หากนโยบายของทรัมป์บังคับใช้เมื่อหลายสิบปีก่อน พริสซิลลา ชาน ภรรยาของเขา ซึ่งครอบครัวอพยพมาจากจีนและเวียดนาม ก็คงไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ