ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมไทยฯ หารือภาคธุรกิจสากล หวังแก้ปัญหาประมงไทย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลยั่งยืนและเป็นธรรมในประเทศไทย ชี้แจงหลังเข้าหารือกับกลุ่มธุรกิจชั้นนำของโลกในประเด็นการทำประมงที่ยั่งยืน หวังร่วมผลักดันแก้ปัญหาประมงไทยอย่างครบวงจร ทั้งปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และปัญหาการค้ามนุษย์จากการทำประมง

สำหรับตัวแทนภาคีเครือข่ายฯ ภาคประชาสังคม ที่มาร่วมบอกเล่าการหารือกับกลุ่ม Seafood Task Force” ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มธุรกิจชั้นนำของโลก ทั้ง “ผู้ซื้อ” ในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา และ “ผู้ส่งออก” รายใหญ่ของไทย ที่กำลังมีการจัดประชุมกันในระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 60 ในประเทศไทย โดยทางภาคีเครือข่ายฯ ตัดสินใจเข้าหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในช่วงค่ำของวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมี บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย , สมพงษ์ สระแก้ว ผอ.มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) , สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานองค์กรสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) , สะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย , สามารถ เสนาสุ อดีตแรงงานบนเรือประมง และวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย

 

หลังจากที่ผ่านมาได้มีปัญหาได้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาจากอุตสาหกรรมประมงของไทย ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ทั้งต่อชีวิตลูกเรือแรงงานและความหายนะทางสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ในปี 2554 สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทย ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจัดให้ไทยตกอยู่ในบัญชีประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งจนขณะนี้ไทยก็ยังไม่สามารถปลดสถานะใบเหลืองนี้ได้ ขณะเดียวกันไทยก็ยังอยู่ในเทียร์ 3 ที่ต้องจับตาถึงปัญหาด้านการค้ามนุษย์ จากการจัดลำดับของสหรัฐอเมริกา
 

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย บอกว่า ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญที่จะสามารถแก้ไขปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ซุปเปอร์มาเก็ตในฐานะที่เป็นปลายทางห่วงโซ่การผลิต ธุรกิจเองอาจไม่รู้มาก่อนว่าสินค้าที่นำมาขายให้ผู้บริโภคนั้นมาจากแรงงานทาส แต่เมื่อรู้แล้วก็ต้องร่วมแก้ไข รวมถึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และนโยบายของเอกชนรายอื่นๆ ในธุรกิจเดียวกัน


ขณะที่ สะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อจัดการระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างเร่งด่วน ทางภาคีได้มีข้อเสนอเร่งด่วน 2 ประการต่อเอกชน คือ 1.ยุติการใช้เครื่องมือและวิธีการทำลายล้าง โดยต้องไม่จับ ไม่ใช้ และไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย  ไม่รายราย และไร้การควบคุม การใช้อวนลาก และวิธีปั่นไหล่อจับปลา แม้กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามไว้ รวมถึงต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ทำให้ทราบแหล่งที่มา และวิธีการจับสัตว์น้ำที่ทำการประมงได้ และบังคับใช้ระบบนี้กับซัพพลายเออร์ นอกจากนี้ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดหาสินค้าหรือวัตถุกิบสัตว์น้ำในธุรกิจของตนให้สาธารณะชนได้รับทราบด้วย

นอกจากนี้ บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ได้บอกว่า ต้องยุติการซื้อหรือใช้ปลาป่นที่ได้มาจากการทำประมงอย่างไม่ยั่งยืน-ทำลายล้าง เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ภาคเอกชนต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ถึงมาของปลาป่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดซื้อจัดจ้างจ้องโปร่งใสเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกตรวจสอบได้ และขอให้เปิดเผยข้อมูลสัดส่วนวัตถุดิบโปรตีนในปลาป่นที่มาจากปลาเป็ดที่ใช้อยู่ว่ามากน้อยเพียงใด รวมถึงลงทุนในการศึกษาวิจัย พัฒนาทางเลือกวัตถุดิบโปรตีนทดแทนในอาหารสัตว์เพื่อลดความต้องการปลาป่นจากการทำประมงอย่างไม่ยั่งยืน

ด้านส่วนแรงงานนั้น มุมมองของ สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานองค์กรสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) บอกว่า  เอกชนต้องยุติการใช้แรงงานบังคับในภาคการประมงอย่างเร่งด่วน โดยผลักดันมาตรการและแนวปฏิบัติของผู้ประกอบกิจการเรือประมงในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานประมง และที่สำคัญ ต้องส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวและการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและการทำงานที่มีคุณค่าของแรงงานประมง การบริหารจัดการแรงงานประมงต้องเป็นไปตามหลักสิทธิในการทำงาน สิทธิในการรวมตัวและเสรีภาพในการต่อรองเจรจาของคนงานประมง ตลอดจนการส่งเสริมให้คนงานแรงงานประมงได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมและการทำงานที่มีคุณค่า โดยภาคเอกชนควรกำหนดอัตราค่าจ้างค่าตอบแทนและสวัสดิการใช้สอดคล้องกับความเสี่ยงภัยของแรงงานประมง อีกทั้งให้มีการชดแชยเป็นค่าตอบแทนในส่วนที่นอกเหนือจากจำนวนชั่วโมงการทำงานที่ตกลงกันไว้ โดยกำหนดการลงอวนไม่เกิน 3 ครั้งต่อการทำงาน 24 ชั่วโมง ระบบการจ่ายเงิยค่าจ้างและค่าส่วนแบ่งรายได้จากการจับสัตว์น้ำ ให้คนงานประมงต้องมีหลักฐานตรวจสอบได้

"วันนี้ กลุ่ม Seafood Task Force นั้นได้ทราบว่าที่มาของปลานั้นมาอย่างไร  แต่เชื่อว่าไม่รู้ว่าที่มาของแรงงานนั้นมาอย่างไร กว่าแรงงานจะมานั่งอยู่บนเรือนั้นมาอย่างไร อาจจะมีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบได้ และแรงงานทำงานบนเงื่อนไขอย่างไร รายละเอียดเชิงลึกแบบนี้ ผมเชื่อว่าเขารู้บ้างแต่น้อย พวกเราทำงานกับแรงงานโดยตรงก็จะรู้ว่าเหรียญอีกด้านหนึ่งเป็นอย่างไร สิ่งที่เราเรียกร้องคือ การยับยั้งและใช้ยุติการใช้แรงงานทาส การส่งเสริมสิทธิ์ในการรวมตัวรวมกลุ่ม และการทำให้แรงงานประมงให้ได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม" สมพงษ์ สระแก้ว ผอ.มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน เสนอมุมมองด้านแรงงานชาวประมง 

ขณะเดียวกันภายในงานก็ได้มีการนำเสนอเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของ สามารถ เสนาสุ อดีตแรงงานบนเรือประมง ที่มองว่าปัญหาการทำประมงทำลายล้าง และการค้ามนุษย์บนเรือประมงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขไปพร้อมๆกัน หลังจากที่เขาได้โโนหลอกไปทำงาน โดยการหลอกให้ดื่มน้ำ และก็พบว่าตื่นมานั้นอยู่บนเรือที่สิงคโปร์แล้ว จนโดนหลอกให้ทำงานบนเรือประมงนานถึง 7 ปีก่อนได้กลับประเทศไทย และพบเห็นการทำประมงแบบทำลายล้าง โดยจับครั้งละมากๆ แต่ใช้จริงจำนวนไม่เยอะ ที่เหลือก็ทิ้งลงทะเล 
 

" แต่ละวันก็ทำงานนานหลายชั่วโมง จับได้ 4 ลอย  ลอยหนึ่งก็ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก็ได้ครั้งละ 2 ตัน แต่ปลาที่คัดแยกได้ไม่ถึงสองร้อยกิโลกรัม ที่เหลือจะกวาดทิ้งลงทะเลหมด ถ้าไม่ใช่ปลาที่เขาต้องการ ซึ่งชีวิตการทำงานบนเรือนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำงานเกินกว่าคนปกติทั่วไป ไม่มีโอที ค่าพิเศษหรือแม้กระทั่งชั่วโมงพักผ่อน จนได้รับบาดเจ็บ หลายคนได้รับบาดเจ็บ" อดีตแรงงานบนเรือประมง สะท้อนเรื่องราวที่เขาเจอ 

สำหรับ ภาคีเครือข่ายองค์กรประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลยั่งยืนและเป็นธรรม หรือ The Thai Civil Society’s Coalition for Sustainable and Ethical Seafood คือเวทีแรกที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและองค์กรภาคประชาสังคมไทยด้านแรงงาน และด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำงานใกล้ชิด มีความเชี่ยวชาญกับสภาพปัญหารวม 14 องค์กร ได้จับมือร่วมทำงานกันในรูปแบบเครือข่าย โดยทางเครือข่ายมีภารกิจในการชี้วิเคราะห์สาเหตุ นำเสนอทางออกสร้างความตระหนัก รณรงค์และส่งเสริม เพื่อยุติการทำประมงที่ไม่ยั่งยืนและไม่เป็นธรรมตลอดกระบวนการผลิต (จากทะเลสู่จานบริโภค) ภาคีเครือข่ายฯ ต้องการสนับสนุนภาครัฐและเอกชนให้เปลี่ยนแปลงการดำเนินงานด้านนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อการคุ้มครองสิทธิแรงงานและระบบนิเวศน์ทางทะเล รวมทั้งนำเสนอทางออกอย่างมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ขณะที่ที่ผ่านมาทางภาคีเครือข่ายฯ ได้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐและเอกชนขนาดใหญ่ในการพยายามแก้วิกฤติ แม้จะน่ายินดีแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ และเมื่อปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที แรงงานในอุตสาหกรรมประมงและครอบครัวชาวประมงพื้นบ้าน กลับตกเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

THAI FIGHT WARRIORS

THAI FIGHT WARRIORS

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ