สินบนฉาวข้ามชาติที่กำลังเล่นงานไทยอยู่ในขณะนี้ แม้จะเป็นเรื่องราวจากในอดีต แต่บาดแผลลึก สร้างความเสียหายมาถึงปัจจุบัน และยังไม่รู้ว่าพิษบาดแผลจะลุกลามไปแค่ไหนอย่างไรในอนาคต
ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารการสอบสวนจากต่างประเทศมีชื่อ การบินไทย ปตท. ปตท.สผ. กฟน. กฟภ. ทีโอที ล่าสุดเรื่องราวสินบนไปแดงที่ รัฐสภา และสุวรรณภูมิ
เพียงแค่เป็นข่าว ไม่ต้องรอผลสอบสวน ภาพลักษณ์ประเทศก็ย่ำแย่ไปมากแล้วในสายตาชาวโลก แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบสอบสวนกรณีทุจริตก็ต้องสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดเพื่อพิสูจน์ถึงความจริงใจและจริงใจในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของประเทศตามที่ คสช.และรัฐบาล ประกาศไว้ ดังนั้นจึงเป็นวาระเร่งด่วนและจำเป็นที่จะต้องกู้ภาพลักษณ์กลับคืนมาบ้าง นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ปมปัญหาที่มักชอบพูดกันว่าเป็นเรื่องในอดีตถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
นอกจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว ผมคิดว่ายังมีอีกอย่างน้อย 2 เรื่องที่อยากพูดถึง
เรื่องแรก คือ ปัญหาที่หมักหมมใน “รัฐวิสาหกิจ” ทั้งหลาย จากกรณีสินบนข้ามชาติที่เกิดขึ้นจะเห็นว่า หน่วยงานทั้งหมดที่ถูกระบุถึงเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งนั้น ยกเว้นรัฐสภา
คุณวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำว่า ปัญหานี้จะกระทบภาคธุรกิจและความเป็นอยู่ของคนไทย เราจะขาดโอกาสเข้าถึงบริษัทหรือบุคลากรที่มีคุณภาพ
ฟังผู้ว่าแบงก์ชาติพูดแล้วหลายคนอาจไม่เห็นภาพ ผมจึงขออนุญาตขุดเรื่องเก่าจากที่เคยได้ยินได้ฟังมาเล่าสู่กันฟังอีกสักครั้ง
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง เคยมาบรรยายในหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 6 ของสถาบันอิศรา
เขาเปรียบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกับเครื่องบิน 4 เครื่องยนต์
เครื่องยนต์ 4 เครื่องที่เป็นตัวชี้วัด จีดีพี และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ 1.การบริโภคเอกชน 2.การลงทุนภาครัฐและเอกชน 3.การอุปโภคภาครัฐ และ4.การส่งออกสินค้าและบริการ
หากแยกการลงทุนกับการอุปโภคภาครัฐมาออกจะคิดเป็นสัดส่วนถึง 22% ซึ่งครึ่งหนึ่งของการลงทุนภาครัฐนั้นมาจาก “รัฐวิสาหกิจ” ซึ่งในประเทศไทยมีรัฐวิสาหกิจในกำกับของกระทรวงการคลัง ทั้งหมด 55 แห่ง รายได้รวมประมาณ 5 ล้านล้านบาท งบประมาณ 10.8 ล้านล้านบาท มูลค่าการลงทุนเมื่อปี 2558 เกือบ 3 แสนล้านบาท
ตรงนี้ สำคัญ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ยังต้องพึ่งพาการลงทุนภาครัฐ หลังการขยายตัวผู้บริโภคอยู่ในระดับปานกลาง การลงทุนเอกชนยังไม่ดี และเพิ่งเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการส่งออก
ดังนั้นปัญหาสินบนที่เกิดขึ้นในรัฐวิสาหกิจจึงไม่เพียงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ประเทศ แต่ยังส่งผลร้ายแรงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยเพราะอย่างที่กล่าวไว้คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐ ครึ่งหนึ่งฝากไว้ในมือของรัฐวิสาหกิจทั้งหลายนั่นเอง
อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องแรกด้วย
วาระแห่งชาติเรื่องนี้สำคัญมาก ถึงขนาดที่บางคนพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” และกฎหมายปราบโกงบ้านเราก็มีโทษสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” แต่ความขึงขังกลับสวนทางกับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี 2559 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติที่จัดอันดับให้ไทยอยู่ที่ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศ ตกจากอันดับที่ 76 ในปี 2558
อาจารย์ยกผลการศึกษาหัวข้อ “คอร์รัปชั่นในภาครัฐ : ความเห็นและประสบการณ์ของครัวเรือน” ของ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, ยงยุทธ ไชยพงศ์ และธานี ชัยวัฒน์ ปี 2557 มาบอกเล่าเพิ่มเติม
ข้อสรุปใจความสำคัญของการศึกษาซึ่งพบว่า มูลค่าสินบนที่ครัวเรือนถูกเรียกเก็บลดลง ยกเว้น “โรงเรียนของรัฐ” ส่วนหน่วยงานที่มีสัดส่วนการรับสินบนมากที่สุดในปี 2557 ได้แก่ กรมที่ดิน ตำรวจ และโรงเรียนของรัฐ
นี่อาจเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องช่วยกันทบทวนอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีองค์กรที่ดูแลเรื่องคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะ มีกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงขนาดนี้ และกำลังจะมีร่างกฎหมายที่คลอดออกมาช่วยแก้ปัญหาทุจริต ส่งเสริมความโปร่งใส เครื่องไม้เครื่องมือมากมาย ยังไม่รวมกฎหมายพิเศษ แต่กลับได้ผลที่ไม่มีใครอยากเห็น
มองปัญหาสินบนข้ามชาติครั้งนี้กับการปราบคอร์รัปชั่น แง่หนึ่งทำให้เห็นถึงความตื่นตัวของสังคมไทยกับปัญหาคอร์รัปชั่น ได้เห็นการขยับเขยื้อนแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ถ้าสุดท้ายแล้วรัฐบาลชุดพิเศษยังสะสางสินบนข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้ การปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นที่ทำ ๆ มาอาจสูญเปล่า!